คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2546 ฉบับเต็ม

#49867
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2546 ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน โจทก์ นางสาว จุติมา ผาสุก กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23 การที่จำเลยอ้างว่า เงินค่าธรรมเนียมศาลมีจำนวนสูงมาก ไม่สามารถหาเงินได้ทันได้ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นไว้แล้ว แต่มีเหตุขัดข้องผู้ให้กู้ไม่สามารถนำเงินมาให้แก่จำเลยในขณะนี้ได้นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมให้ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองเป็นเงินจำนวน 12,575,818.85บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดธุระเกี่ยวกับการรังวัดที่ดิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุที่ทนายจำเลยที่ 2 อ้างมิใช่เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ ให้ยกคำร้อง และถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานมาสืบ จึงให้งดสืบพยาน จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,575,818.85บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศธนาคารโจทก์ ของต้นเงิน10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี แต่จำเลยที่ 2 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก่อนครบกำหนดยื่นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมและยื่นอุทธรณ์มาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมอีก 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตทุกครั้ง ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมอีกโดยอ้างว่าค่าธรรมเนียมศาลเป็นเงินจำนวนมาก จำเลยที่ 2 ยังไม่สามารถหาเงินมาวางต่อศาลได้ จึงขอขยายระยะเวลานับจากวันที่23 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องมิใช่เหตุสมควรและศาลขยายระยะเวลาให้จำเลยที่ 2 มาหลายครั้งแล้ว จึงให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับ ลงวันที่18 ธันวาคม 2543 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดตามอุทธรณ์ทั้งสองฉบับให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมาสู่ศาลฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาจำเลยที่ 2ว่า กรณีที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้ให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา โดยอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลชั้นต้นสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ตามขอได้หรือไม่นั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544ว่าเงินค่าธรรมเนียมศาลมีจำนวนสูงมาก ไม่สามารถหาเงินได้ทัน จำเลยที่ 2 ได้ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นไว้แล้ว แต่มีเหตุขัดข้องผู้ให้กู้ไม่สามารถนำเงินมาให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ในขณะนี้นั้น พฤติการณ์ดังที่จำเลยที่ 2 อ้างนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมให้ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ดลจรัส รัตนโศภิต-ประพันธ์ ทรัพย์แสง-จิระวรรณ ศิริบุตร) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49867
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046871"
    }
}
date
2546
deka_no
1255/2546
deka_running_no
1255
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ดลจรัส รัตนโศภิต",
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง",
    "จิระวรรณ ศิริบุตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว จุติมา ผาสุก กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองเป็นเงินจำนวน 12,575,818.85บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดธุระเกี่ยวกับการรังวัดที่ดิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุที่ทนายจำเลยที่ 2 อ้างมิใช่เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ ให้ยกคำร้อง และถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานมาสืบ จึงให้งดสืบพยาน จำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,575,818.85บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศธนาคารโจทก์ ของต้นเงิน10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี แต่จำเลยที่ 2 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

ก่อนครบกำหนดยื่นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมและยื่นอุทธรณ์มาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมอีก 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตทุกครั้ง ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมอีกโดยอ้างว่าค่าธรรมเนียมศาลเป็นเงินจำนวนมาก จำเลยที่ 2 ยังไม่สามารถหาเงินมาวางต่อศาลได้ จึงขอขยายระยะเวลานับจากวันที่23 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2544

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องมิใช่เหตุสมควรและศาลขยายระยะเวลาให้จำเลยที่ 2 มาหลายครั้งแล้ว จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับ ลงวันที่18 ธันวาคม 2543 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดตามอุทธรณ์ทั้งสองฉบับให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมาสู่ศาลฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาจำเลยที่ 2ว่า กรณีที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้ให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา โดยอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลชั้นต้นสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ตามขอได้หรือไม่นั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544ว่าเงินค่าธรรมเนียมศาลมีจำนวนสูงมาก ไม่สามารถหาเงินได้ทัน จำเลยที่ 2 ได้ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นไว้แล้ว แต่มีเหตุขัดข้องผู้ให้กู้ไม่สามารถนำเงินมาให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ในขณะนี้นั้น พฤติการณ์ดังที่จำเลยที่ 2 อ้างนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมให้ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000957.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546