คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6479/2551 ฉบับเต็ม

#498838
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6479/2551 นายสมชัย มุกธวัตร โจทก์ นางบุญเยี่ยม วิริยะกุล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 698, มาตรา 850, มาตรา 852 แม้จำเลยจะทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของ จ. โดยยอมรับผิดร่วมกับ จ. อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ จ. และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ความรับผิดของ จ. ตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมระงับสิ้นไปและทำให้ จ. ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และมาตรา 852 เมื่อความรับผิดของ จ. ต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ของ จ. ตามสัญญากู้เงินจึงระงับสิ้นไป จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินของ จ. จึงหลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้จำเลยรับผิดไม่เกินจำนวนหนี้ที่นางจิริสุดา (ผู้กู้) ยังค้างชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาทแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 นางจิริสุดาทำสัญญากู้เงินโจทก์ 30,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ครบกำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวโดยยอมร่วมรับผิดกับนางจิริสุดาอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานางจิริสุดาผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องนางจิริสุดาและจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1362/2545 แต่โจทก์ได้ขอถอนฟ้องจำเลยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดาโดยมีข้อตกลงว่า นางจิริสุดายอมชำระเงินจำนวน 31,125 บาท แก่โจทก์ และจะผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 500 บาท งวดแรกจะชำระให้โจทก์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2545 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะชำระหนี้ครบ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1543/2545 คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมานางจิริสุดาผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดามีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของนางจิริสุดาโดยยอมรับผิดร่วมกับนางจิริสุดาอย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดาและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ความรับผิดของนางจิริสุดาตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมระงับสิ้นไปและทำให้นางจิริสุดาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 852 เมื่อความรับผิดของนางจิริสุดาต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ของนางจิริสุดาตามสัญญากู้เงินจึงระงับสิ้นไป จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินของนางจิริสุดาจึงหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อีกต่อไป คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-บุญรอด ตันประเสริฐ-สนอง เล่าศรีวรกต) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
498838
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007878"
    }
}
date
2551
deka_no
6479/2551
deka_running_no
6479
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "สนอง เล่าศรีวรกต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 698",
            "ม. 850",
            "ม. 852"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมชัย มุกธวัตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางบุญเยี่ยม วิริยะกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้จำเลยรับผิดไม่เกินจำนวนหนี้ที่นางจิริสุดา (ผู้กู้) ยังค้างชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาทแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 นางจิริสุดาทำสัญญากู้เงินโจทก์ 30,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ครบกำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวโดยยอมร่วมรับผิดกับนางจิริสุดาอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานางจิริสุดาผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องนางจิริสุดาและจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1362/2545 แต่โจทก์ได้ขอถอนฟ้องจำเลยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดาโดยมีข้อตกลงว่า นางจิริสุดายอมชำระเงินจำนวน 31,125 บาท แก่โจทก์ และจะผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 500 บาท งวดแรกจะชำระให้โจทก์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2545 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะชำระหนี้ครบ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1543/2545 คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมานางจิริสุดาผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดามีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของนางจิริสุดาโดยยอมรับผิดร่วมกับนางจิริสุดาอย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางจิริสุดาและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ความรับผิดของนางจิริสุดาตามสัญญากู้ยืมเงินย่อมระงับสิ้นไปและทำให้นางจิริสุดาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 852 เมื่อความรับผิดของนางจิริสุดาต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ของนางจิริสุดาตามสัญญากู้เงินจึงระงับสิ้นไป จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินของนางจิริสุดาจึงหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อีกต่อไป คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000604.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551