คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2553 ฉบับเต็ม

#498990
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2553 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ร่วม นางสาวสุกัญญา วงศ์ช่างไม้ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 160 วรรคหนึ่ง, มาตรา 192 วรรคสาม ป.อ. มาตรา 91 (1), มาตรา 96, มาตรา 335 วรรคแรก, มาตรา 335 (11), มาตรา 341 ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง เมื่อจำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม แม้คำขอบังคับในคดีนี้กับคดีของศาลแรงงานกลางจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน คือขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้เนื่องมาจากการกระทำผิดอาญา ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางมีที่มาจากมูลกรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงาน พนักงานอัยการไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไปและถูกฟ้องหลายคดี แต่คดีนี้และคดีอื่นมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 91 (1) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษดังกล่าวแล้วย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีอื่นได้เพราะจะทำให้จำเลยได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ ป.อ. มาตรา 91 (1) บัญญัติไว้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 9460/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,483,984 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 353 กระทง การลักทรัพย์แต่ละครั้งมีจำนวนเงินโดยเฉลี่ยวันละมากกว่า 20,000 บาท ถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่สูง เมื่อรวมทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนเงิน 8,441,544 บาท นับว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก จำเลยทั้งสิ้น 1,059 ปี แต่ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 8,441,544 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง เมื่อจำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงมิใช่เอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทลูกค้า เริ่มตรวจสอบพบความจริงและทักท้วงโจทก์ร่วมเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2541หลังจากนั้นโจทก์ร่วมจึงรู้ว่าถูกหลอกลวงและไปแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน นับแต่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ขาดอายุความ แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษในความ ผิดฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางมีที่มาจากมูลกรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงาน พนักงานอัยการไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง(1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในมูลความผิดลักษณะเดียวกันเป็นหลายคดี การที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) นั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้และคดีอื่นนั้น จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยมีเจตนาฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไปคดีนี้และคดีอื่นจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษดังกล่าวแล้วจึงย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีอื่นได้เพราะจะทำให้จำเลยได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) บัญญัติไว้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 353 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 1,059 เดือน แต่เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (พิศาล อัยยะวรากูล-ศิริชัย จิระบุญศรี-สมศักดิ์ อเนกพุฒิ) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายประภัทรพงษ์ ฉายสัก ศาลอุทธรณ์ - นายธงชัย อยู่ถนอม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1284/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1450/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ822/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
498990
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายประภัทรพงษ์ ฉายสัก"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายธงชัย อยู่ถนอม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998866"
    }
}
date
2553
deka_no
394/2553
deka_running_no
394
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พิศาล อัยยะวรากูล",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี",
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 160 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 192 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91 (1)",
            "ม. 96",
            "ม. 335 วรรคแรก",
            "ม. 335 (11)",
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 173 วรรคสอง (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุกัญญา วงศ์ช่างไม้"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 9460/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ศาลชั้นต้น และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,483,984 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทมิตซุย - โซโค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 353 กระทง การลักทรัพย์แต่ละครั้งมีจำนวนเงินโดยเฉลี่ยวันละมากกว่า 20,000 บาท ถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่สูง เมื่อรวมทั้งหมดแล้วเป็นจำนวนเงิน 8,441,544 บาท นับว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก จำเลยทั้งสิ้น 1,059 ปี แต่ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 8,441,544 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง เมื่อจำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงมิใช่เอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทลูกค้า เริ่มตรวจสอบพบความจริงและทักท้วงโจทก์ร่วมเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2541หลังจากนั้นโจทก์ร่วมจึงรู้ว่าถูกหลอกลวงและไปแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน นับแต่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ขาดอายุความ แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษในความ ผิดฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม ส่วนคดีของศาลแรงงานกลางมีที่มาจากมูลกรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงาน พนักงานอัยการไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นการฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง(1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในมูลความผิดลักษณะเดียวกันเป็นหลายคดี การที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) นั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้และคดีอื่นนั้น จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยมีเจตนาฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วมไปคดีนี้และคดีอื่นจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกิน 10 ปี ไม่ได้ คดีนี้จำเลยถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษดังกล่าวแล้วจึงย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีอื่นได้เพราะจะทำให้จำเลยได้รับโทษจำคุกเกินกำหนดที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) บัญญัติไว้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 353 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 1,059 เดือน แต่เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี จึงลงโทษจำคุกได้เพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 8113/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1450/2542
primary_red_case_no
อ822/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000525.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1284/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553