คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2099/2553 ฉบับเต็ม

#498994
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2099/2553 กรมศุลกากร กับพวก โจทก์ บริษัทเคเค คอลเลคชั่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลย พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 139 พ.ร.ฎ.เพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 มาตรา 3 เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแล้วว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตแก่จำเลยเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มรวมทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามการประเมินด้วย แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยตามการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากการจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยตาม พ.ร.บ.จัดสรรเงินภาษีสรรพาสามิต พ.ศ.2527 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ.เพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เสียภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 10 ของภาษี และมาตรา 139 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 บัญญัติว่า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้จึงต้องคำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระ มิใช่คำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยจากภาษีสรรพสามิตแล้วเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยจากต้นเงินภาษีเพื่อมหาดไทยที่คำนวณได้ดังกล่าว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และ 29 ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มนับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 135,041.94 บาท กับให้ชำระเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม แต่ไม่เกินเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตแก่จำเลย นอกนั้นให้เป็นไปตามแบบแจ้งการประเมินของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวนเท่าใด เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตแก่จำเลยเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม รวมทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามการประเมินด้วย แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยตามการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากในการจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยตามพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 นั้นไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดย มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เสียภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 10 ของภาษี และมาตรา 139 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 บัญญัติว่า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้จึงต้องคำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระ มิใช่คำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยจากภาษีสรรพสามิตแล้วเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยจากต้นเงินภาษีเพื่อมหาดไทยที่คำนวณได้ดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และ 29 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิต 54,199 บาท เบี้ยปรับ 10,840 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,173 บาท และเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม แต่เงินเพิ่มดังกล่าวมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ กับให้จำเลยชำระภาษีเพื่อมหาดไทยอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ทองหล่อ โฉมงาม-องอาจ โรจนสุพจน์-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลภาษีอากรกลาง - นายบัญชา สหเกียรติมนตรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.142/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ238/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ15/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
498994
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายบัญชา สหเกียรติมนตรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997759"
    }
}
date
2553
deka_no
2099/2553
deka_running_no
2099
deka_year
2553
department
ภาษีอากร
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527",
        "sections": [
            "ม. 139"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.เพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมศุลกากร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเคเค คอลเลคชั่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มนับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 135,041.94 บาท กับให้ชำระเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม แต่ไม่เกินเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตแก่จำเลย นอกนั้นให้เป็นไปตามแบบแจ้งการประเมินของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวนเท่าใด เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตแก่จำเลยเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม รวมทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามการประเมินด้วย แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยตามการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากในการจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยตามพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 นั้นไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดย มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เสียภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 10 ของภาษี และมาตรา 139 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 บัญญัติว่า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้จึงต้องคำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระ มิใช่คำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยจากภาษีสรรพสามิตแล้วเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยจากต้นเงินภาษีเพื่อมหาดไทยที่คำนวณได้ดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และ 29

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิต 54,199 บาท เบี้ยปรับ 10,840 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,173 บาท และเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม แต่เงินเพิ่มดังกล่าวมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ กับให้จำเลยชำระภาษีเพื่อมหาดไทยอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ238/2549
primary_red_case_no
พ15/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000515.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.142/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553