คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 3753/2546 ฉบับเต็ม

#49905
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMIN 3753/2546 พันเอก เอนก เหรียญตระกูล กับพวก เจ้าหนี้ บริษัท บิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด ผู้ทำแผน ป.พ.พ. มาตรา 391 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 เจ้าหนี้กล่าวหาว่าลูกหนี้ผิดสัญญาจะซื้อขายและได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังลูกหนี้ ลูกหนี้มิได้โต้แย้งแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเจ้าหนี้จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 ลูกหนี้ต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้จากเจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ลูกหนี้รับไว้ แม้ลูกหนี้จะมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญา และเจ้าหนี้ได้ติดต่อกับลูกหนี้และทำบันทึกข้อตกลงกันอย่างไร ก็เป็นเอกสารที่ได้กระทำขึ้นภายหลังที่สัญญาเลิกกันแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้แต่ประการใด เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2543 และตั้งบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 630,701 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 470,000บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้บอกเลิกสัญญาไม่ชอบจึงไม่อาจเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี คงเรียกได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีอย่างไรก็ตามเจ้าหนี้คำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและไม่อาจเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จึงมีสิทธิขอคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 31 สิงหาคม 2537 จำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 21 สิงหาคม 2537 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 24,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2537 จำนวน 24,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6 มกราคม 2538 จำนวน 24,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 จำนวน24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 มีนาคม 2538จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 เมษายน2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6พฤษภาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6 มิถุนายน 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับจากวันที่ 29 กรกฎาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 14 สิงหาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ตุลาคม 2538 จำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 8 ธันวาคม 2538 และจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จ ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่21 กันยายน 2537 เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงย่อยโครงการบางใหญ่กรีนแลนด์ แปลงที่ ดี 15 เนื้อที่ 90 ตารางวา ราคาตารางวาละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน2,250,000 บาท จากลูกหนี้ เจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าในวันทำสัญญาจำนวน110,000 บาท และผ่อนชำระเงินล่วงหน้าที่เหลืออีก 360,000 บาท เป็นรายเดือน ทุกวันที่ 21 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2538 ส่วนที่เหลือจำนวน 1,780,000 บาท จะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากทำสัญญาแล้วเจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ต่อมาวันที่5 พฤศจิกายน 2540 เจ้าหนี้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังลูกหนี้ ครั้นวันที่ 6 กรกฎาคม2541 ลูกหนี้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พร้อมชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ แต่เจ้าหนี้เพิกเฉย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ทำแผนว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่า การที่เจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2540 คงเหลือเงินงวดสุดท้ายจำนวน1,780,000 บาท ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ทั้งนี้เมื่อลูกหนี้ได้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเรียบร้อย คดีไม่ปรากฏว่าลูกหนี้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเมื่อใด แต่เจ้าหนี้กล่าวหาว่าลูกหนี้ผิดสัญญาโดยยอมให้มีการปลูกสร้างอาคารสูงเกิน 3 ชั้น ในโครงการนี้อันเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 7 เจ้าหนี้จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายตามหนังสือฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 และ 8กุมภาพันธ์ 2541 ไปยังลูกหนี้ แล้วลูกหนี้มิได้โต้แย้งแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เจ้าหนี้จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ลูกหนี้จึงต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้จากเจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ลูกหนี้รับไว้ที่ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เมื่อลูกหนี้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เจ้าหนี้ได้ติดต่อกับลูกหนี้และทำบันทึกว่าประสงค์จะชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อไปตามเอกสารหมาย ต.3 แสดงว่าเจ้าหนี้มิได้มีเจตนาเลิกสัญญานั้น เห็นว่า แม้เอกสารหมาย ต.3 จะมีข้อความว่า"ข้าพเจ้านางพรพรรณ กมลจิตร์ประภา มีความต้องการจะใส่ชื่อในสัญญาโฉนดที่ดินเปล่าโครงการบางใหญ่กรีนแลนด์ แปลง ดี 15 เป็น 2 คน โดยถือกรรมสิทธิ์รวมกัน และมีความรับผิดชอบที่จะต้องชำระเงินร่วมกัน ดังนี้ คือ 1. นางชุลีกร กมลจิตร์ประภา2 พ.อ. อเนก เหรียญตระกูล ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ข้าพเจ้ายังไม่พร้อมที่จะรับโอนเนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ จึงขอให้บริษัททำการเลื่อนเวลาออกไป" แต่เอกสารดังกล่าวได้กระทำขึ้นภายหลังจากที่สัญญาเลิกกันแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้แต่ประการใด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-สมชาย พงษธา) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49905
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045058"
    }
}
date
2546
deka_no
3753/2546
deka_running_no
3753
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "สมชาย พงษธา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 391"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 90/29"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "เจ้าหนี้",
        "name": "พันเอก เอนก เหรียญตระกูล กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ทำแผน",
        "name": "บริษัท บิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2543 และตั้งบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 630,701 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 470,000บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้บอกเลิกสัญญาไม่ชอบจึงไม่อาจเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี คงเรียกได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีอย่างไรก็ตามเจ้าหนี้คำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและไม่อาจเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จึงมีสิทธิขอคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 31 สิงหาคม 2537 จำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 21 สิงหาคม 2537 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 24,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2537 จำนวน 24,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6 มกราคม 2538 จำนวน 24,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 จำนวน24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 มีนาคม 2538จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 เมษายน2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6พฤษภาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6 มิถุนายน 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับจากวันที่ 29 กรกฎาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 14 สิงหาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ตุลาคม 2538 จำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 8 ธันวาคม 2538 และจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จ

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่21 กันยายน 2537 เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงย่อยโครงการบางใหญ่กรีนแลนด์ แปลงที่ ดี 15 เนื้อที่ 90 ตารางวา ราคาตารางวาละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน2,250,000 บาท จากลูกหนี้ เจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าในวันทำสัญญาจำนวน110,000 บาท และผ่อนชำระเงินล่วงหน้าที่เหลืออีก 360,000 บาท เป็นรายเดือน ทุกวันที่ 21 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2538 ส่วนที่เหลือจำนวน 1,780,000 บาท จะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากทำสัญญาแล้วเจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ต่อมาวันที่5 พฤศจิกายน 2540 เจ้าหนี้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังลูกหนี้ ครั้นวันที่ 6 กรกฎาคม2541 ลูกหนี้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พร้อมชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ แต่เจ้าหนี้เพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ทำแผนว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่า การที่เจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2540 คงเหลือเงินงวดสุดท้ายจำนวน1,780,000 บาท ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ทั้งนี้เมื่อลูกหนี้ได้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเรียบร้อย คดีไม่ปรากฏว่าลูกหนี้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเมื่อใด แต่เจ้าหนี้กล่าวหาว่าลูกหนี้ผิดสัญญาโดยยอมให้มีการปลูกสร้างอาคารสูงเกิน 3 ชั้น ในโครงการนี้อันเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 7 เจ้าหนี้จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายตามหนังสือฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 และ 8กุมภาพันธ์ 2541 ไปยังลูกหนี้ แล้วลูกหนี้มิได้โต้แย้งแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เจ้าหนี้จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ลูกหนี้จึงต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้จากเจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ลูกหนี้รับไว้ที่ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เมื่อลูกหนี้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เจ้าหนี้ได้ติดต่อกับลูกหนี้และทำบันทึกว่าประสงค์จะชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อไปตามเอกสารหมาย ต.3 แสดงว่าเจ้าหนี้มิได้มีเจตนาเลิกสัญญานั้น เห็นว่า แม้เอกสารหมาย ต.3 จะมีข้อความว่า"ข้าพเจ้านางพรพรรณ กมลจิตร์ประภา มีความต้องการจะใส่ชื่อในสัญญาโฉนดที่ดินเปล่าโครงการบางใหญ่กรีนแลนด์ แปลง ดี 15 เป็น 2 คน โดยถือกรรมสิทธิ์รวมกัน และมีความรับผิดชอบที่จะต้องชำระเงินร่วมกัน ดังนี้ คือ 1. นางชุลีกร กมลจิตร์ประภา2 พ.อ. อเนก เหรียญตระกูล ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ข้าพเจ้ายังไม่พร้อมที่จะรับโอนเนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ จึงขอให้บริษัททำการเลื่อนเวลาออกไป" แต่เอกสารดังกล่าวได้กระทำขึ้นภายหลังจากที่สัญญาเลิกกันแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้แต่ประการใด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000941.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMIN
year
2546