คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2551 ฉบับเต็ม

#499104
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2551 นายฐิติวัฒน์ หลักแหลม โดยนางนวลศรี หลักแหลมผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ นางสาวหรือนางชิน เสวี จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 569, มาตรา 1402 โจทก์เป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปี เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ น. กับ ผ. โจทก์แป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องโดยการรับมรดกจาก ผ. จำเลยเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทแม้จะทำสัญญาเช่ากับ น. ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ผ. แต่ก็ทำสัญญาเช่าหลังจากที่ ผ. ถึงแก่ความตายแล้ว น. จึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย และไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า เมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทจึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 569 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือนบุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" จะเห็นได้ว่า สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวเป็นของจำเลยเอง และโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปเมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 50 ตารางวา อัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท มีกำหนด 6 เดือน จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาท เมื่อครบกำหนด จำเลยยังคงอยู่อาศัยในที่ดินที่เช่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหากโจทก์นำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ พร้อมกับส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นบิดาของจ่าสิบตำรวจผาด และสามีของจำเลยได้อนุญาตให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลย เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกแก่จ่าสิบตำรวจผาด ซึ่งเป็นพี่ชายของสามีจำเลยก็ยังให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลยโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ และไม่มีการยกเลิกสิทธิอาศัยมาจนปัจจุบัน ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย นางนวลศรีมารดาของโจทก์ใช้กลอุบายหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นโมฆะ และพิพากษาให้จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภทพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิตของจำเลยและลูกหลาน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางนวลศรีไม่ได้หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่าจำเลยขออยู่อาศัยตามระยะเวลาในสัญญาและยินยอมชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยอ้างสิทธิอาศัยนั้นต้องมีข้อตกลงระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้มีสิทธิอาศัยนางนวลศรีในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยมีสิทธิอาศัยจำเลยจะอ้างสิทธิไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ในจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนาวความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนของฟ้องแย้งและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดและนางนวลศรี ส่วนจำเลยเป็นภริยาของนายมาลัย ซึ่งเป็นน้องชายของจ่าสิบตำรวจผาด เดิมจ่าสิบตำรวจผาดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31264 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดิน เจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทและขณะที่จ่าสิบตำรวจผาดมีชีวิตอยู่ได้อนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนางนวลศรีมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ตามสัญญาเช่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินที่เช่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า "โจทก์มีฐานะเป็นมารดาของนายฐิติวัฒน์ ผู้เยาว์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยการจัดการมรดกเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539" แสดงว่านางนวลศรีผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ฟ้องแทน และคำฟ้องอ้างสัญญาเช่า ซึ่งนางนวลศรีเป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ดังนั้น โจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องระบุไว้แจ้งชัดว่านายฐิติวัฒน์เป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องจำเลยเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทแม้จะทำสัญญาเช่ากับนางนวลศรีแต่ก็ทำสัญญาเช่าหลังจากที่จ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตายแล้ว นางนวลศรีซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย และไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาเมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เช่าโจทก์จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยอ้างว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาท ในข้อนี้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตและต่อมาจ่าสิบตำรวจผาดอนุญาตให้อยู่อาศัยตลอดชีวิตของสามีและลูกหลานของจำเลย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวเป็นของจำเลยเอง และโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชวลิต สุจริตกุล-สมศักดิ์ จันทรา-เอกชัย ชินณพงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
499104
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007886"
    }
}
date
2551
deka_no
6458/2551
deka_running_no
6458
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต สุจริตกุล",
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "เอกชัย ชินณพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420",
            "ม. 569",
            "ม. 1402"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายฐิติวัฒน์ หลักแหลม"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โดยนางนวลศรี หลักแหลมผู้แทนโดยชอบธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวหรือนางชิน เสวี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 50 ตารางวา อัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท มีกำหนด 6 เดือน จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาท เมื่อครบกำหนด จำเลยยังคงอยู่อาศัยในที่ดินที่เช่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหากโจทก์นำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ พร้อมกับส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นบิดาของจ่าสิบตำรวจผาด และสามีของจำเลยได้อนุญาตให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลย เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกแก่จ่าสิบตำรวจผาด ซึ่งเป็นพี่ชายของสามีจำเลยก็ยังให้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตของจำเลย สามีและลูกหลานของจำเลยโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ และไม่มีการยกเลิกสิทธิอาศัยมาจนปัจจุบัน ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย นางนวลศรีมารดาของโจทก์ใช้กลอุบายหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท สัญญาเช่าจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นโมฆะ และพิพากษาให้จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภทพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิตของจำเลยและลูกหลาน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางนวลศรีไม่ได้หลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเช่าจำเลยขออยู่อาศัยตามระยะเวลาในสัญญาและยินยอมชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ การที่จำเลยอ้างสิทธิอาศัยนั้นต้องมีข้อตกลงระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้มีสิทธิอาศัยนางนวลศรีในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยมีสิทธิอาศัยจำเลยจะอ้างสิทธิไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 10 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ในจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนาวความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนของฟ้องแย้งและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดและนางนวลศรี ส่วนจำเลยเป็นภริยาของนายมาลัย ซึ่งเป็นน้องชายของจ่าสิบตำรวจผาด เดิมจ่าสิบตำรวจผาดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31264 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อจ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดิน เจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทและขณะที่จ่าสิบตำรวจผาดมีชีวิตอยู่ได้อนุญาตให้นายมาลัยและจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับนางนวลศรีมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ตามสัญญาเช่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินที่เช่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า "โจทก์มีฐานะเป็นมารดาของนายฐิติวัฒน์ ผู้เยาว์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31268 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยการจัดการมรดกเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539" แสดงว่านางนวลศรีผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ฟ้องแทน และคำฟ้องอ้างสัญญาเช่า ซึ่งนางนวลศรีเป็นผู้ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ดังนั้น โจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องระบุไว้แจ้งชัดว่านายฐิติวัฒน์เป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องจำเลยเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทแม้จะทำสัญญาเช่ากับนางนวลศรีแต่ก็ทำสัญญาเช่าหลังจากที่จ่าสิบตำรวจผาดถึงแก่ความตายแล้ว นางนวลศรีซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจผาดจึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วย และไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาเมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เช่าโจทก์จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยอ้างว่า จำเลยมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาท ในข้อนี้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและสามีปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเจ้าของที่ดินเดิมอนุญาตและต่อมาจ่าสิบตำรวจผาดอนุญาตให้อยู่อาศัยตลอดชีวิตของสามีและลูกหลานของจำเลย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สิทธิอาศัยมีได้แต่เฉพาะสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่นเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวเป็นของจำเลยเอง และโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยได้ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000604.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551