คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2023/2553 ฉบับเต็ม

#499236
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2023/2553 นายวิรัตน์ รอดสา โจทก์ สิบตำรวจโทเพชร เรืองเย็น กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ป.อ. มาตรา 157, มาตรา 162, มาตรา 295, มาตรา 310 วรรคแรก โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายข้อหาในคดีที่มีข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำหรือกรอกข้อความในบันทึกการจับกุม รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงซึ่งมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จโดยบรรยายฟ้องรวมกันมาเป็นข้อเดียว มิได้แยกกระทงแต่อย่างใด อีกทั้งการกระทำตามฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำการหลายอย่าง แต่ด้วยเจตนาเดียวกัน คือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 162 มีอัตราโทษจำคุกเกินสามปีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 และมาตรา 310 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 162 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไปด้วย 1/1 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 162, 295, 310, 335, 391 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และมาตรา 310 วรรคแรก เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายข้อหาในคดีที่มีข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรตำบลบางขนาก ร่วมกันกระทำความผิดกล่าวคือ ขณะโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนน จำเลยทั้งสองซึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบและพกพาอาวุธปืนได้ร่วมกันข่มขืนใจโจทก์ โดยขับรถกระบะจอดขวางทางรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับ จนโจทก์ต้องหยุดรถจักรยานยนต์กะทันหัน จำเลยทั้งสองลงจากรถ แล้วจำเลยที่ 1 กระชากกุญแจรถจักรยานยนต์ของโจทก์ไป จำเลยทั้งสองร่วมกันใส่กุญแจมือโจทก์โดยไม่แจ้งข้อหา ฉุดกระชากโจทก์ให้ขึ้นรถกระบะ ชกต่อยโจทก์หลายครั้ง ตรวจค้นร่างกายโจทก์ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ลักเงินสดในตัวโจทก์ไป 1,200 บาท เมื่อถึงสถานีตำรวจก็ร่วมฉุดกระชากโจทก์ลงจากรถแล้วรุมเตะต่อยโจทก์และหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และทำบันทึกจับกุมโดยข่มขืนใจให้โจทก์ลงชื่อรับสารภาพว่า โจทก์มียาเสพติดให้โทษ โจทก์กลัวจึงลงชื่อไป การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำหรือกรอกข้อความในบันทึกการจับกุม รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงตามบันทึกจับกุม ซึ่งมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ โดยบรรยายฟ้องรวมกันมาเป็นข้อเดียว มิได้แยกกระทงแต่อย่างใด อีกทั้งการกระทำตามฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำการหลายอย่าง แต่ด้วยเจตนาเดียวกัน คือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 มีอัตราโทษจำคุกเกินสามปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และความผิดตามมาตรา 295 และ มาตรา 310 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 162 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไปด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และมาตรา 310 วรรคแรก ว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว... พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-กรองเกียรติ คมสัน-โสภณ โรจน์อนนท์) ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายประเสริฐ ตั้งสถาพรพันธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3090/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
499236
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา",
        "judge": "นายประเสริฐ ตั้งสถาพรพันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997873"
    }
}
date
2553
deka_no
2023/2553
deka_running_no
2023
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "โสภณ โรจน์อนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 193 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157",
            "ม. 162",
            "ม. 295",
            "ม. 310 วรรคแรก"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิรัตน์ รอดสา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สิบตำรวจโทเพชร เรืองเย็น กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 162, 295, 310, 335, 391

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และมาตรา 310 วรรคแรก เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายข้อหาในคดีที่มีข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรตำบลบางขนาก ร่วมกันกระทำความผิดกล่าวคือ ขณะโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนน จำเลยทั้งสองซึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบและพกพาอาวุธปืนได้ร่วมกันข่มขืนใจโจทก์ โดยขับรถกระบะจอดขวางทางรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับ จนโจทก์ต้องหยุดรถจักรยานยนต์กะทันหัน จำเลยทั้งสองลงจากรถ แล้วจำเลยที่ 1 กระชากกุญแจรถจักรยานยนต์ของโจทก์ไป จำเลยทั้งสองร่วมกันใส่กุญแจมือโจทก์โดยไม่แจ้งข้อหา ฉุดกระชากโจทก์ให้ขึ้นรถกระบะ ชกต่อยโจทก์หลายครั้ง ตรวจค้นร่างกายโจทก์ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ลักเงินสดในตัวโจทก์ไป 1,200 บาท เมื่อถึงสถานีตำรวจก็ร่วมฉุดกระชากโจทก์ลงจากรถแล้วรุมเตะต่อยโจทก์และหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และทำบันทึกจับกุมโดยข่มขืนใจให้โจทก์ลงชื่อรับสารภาพว่า โจทก์มียาเสพติดให้โทษ โจทก์กลัวจึงลงชื่อไป การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำหรือกรอกข้อความในบันทึกการจับกุม รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงตามบันทึกจับกุม ซึ่งมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ โดยบรรยายฟ้องรวมกันมาเป็นข้อเดียว มิได้แยกกระทงแต่อย่างใด อีกทั้งการกระทำตามฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำการหลายอย่าง แต่ด้วยเจตนาเดียวกัน คือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 มีอัตราโทษจำคุกเกินสามปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และความผิดตามมาตรา 295 และ มาตรา 310 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 162 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไปด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และมาตรา 310 วรรคแรก ว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว...

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000516.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3090/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553