ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7352/2551
บริษัทยูเนี่ยนเมโทรลิสซิ่ง จำกัด
โจทก์
นายปรีชา วัฒนาประชานุกิจ กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง, มาตรา 798
เอกสารที่ระบุว่า ธ. และ บ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เป็นเอกสารที่โจทก์มิได้ระบุอ้างเป็นพยานและนำสืบไว้ จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวว่า ธ. และ บ. เป็นกรรมการของโจทก์ได้ แม้หนังสือมอบอำนาจจะระบุว่า ธ. และ บ. เป็นกรรมการของโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจให้ ก. มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็ตาม ก. ก็มิใช่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็ตาม ก. ก็มิใช่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อนั้นแทนโจทก์ เนื่องจากมิได้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง กำหนดว่าสัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ และมาตรา 798 กำหนดว่ากิจการใดบังคับโดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือการตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นต้องทำเป็นหนังสือด้วย การที่ ก. ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อจึงมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 572 วรรคสอง
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อพร้อมอุปกรณ์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 160,819.56 บาท แทนใช้ค่าขาดประโยชน์ 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จ และใช้ค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จ กับให้ใช้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 17,557.36 บาท แก่โจทก์
หลังจากยื่นคำฟ้องแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ
จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 3 ให้การว่า หนังสือรับรองนิติบุคคลของโจทก์ระบุชื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ไว้ 4 คน เท่านั้น ซึ่งกรรมการดังกล่าวไม่ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ผู้ใดลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ ผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้ สัญญาเช่าซื้อตามฟ้องจึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนก็เพียงมีสิทธิเรียกเงินที่ค้างชำระจำนวน 160,819.56 บาท เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที แต่โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจึงเป็นการสละเงื่อนเวลา โจทก์จะเรียกค่าใช้จ่ายต่างๆ และเบี้ยปรับ รวมทั้งดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 หาได้ไม่ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำหนังสือค้ำประกัน ลายมือชื่อในหนังสือค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 จำนวน 1,500 บาท
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีกรรมการและอำนาจกรรมการตามหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ษ - 6175 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 618,240 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ รวม 48 งวด งวดละ 12,037.38 บาท ชำระครั้งแรกในวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 หลังจากนั้นชำระภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ตามสัญญาเช่าซื้อ มีนายโกศลเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 38 งวด แล้วไม่ชำระอีกเลย ที่โจทก์ฎีกาว่า ในขณะมอบอำนาจให้นายโกศลทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 แทนโจทก์นั้น นายธีระและนายบริวัตรเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามหนังสือรับรองเอกสารแนบท้ายคำฟ้องฎีกา จึงเป็นการมอบอำนาจโดยชอบ นายโกศลผู้รับมอบอำนาจ จึงลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์โดยชอบ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่เป็นโมฆะนั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือรับรองแนบท้ายคำฟ้องฎีกาจะระบุว่า นายธีระและนายบริวัตรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2538 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่มีการทำสัญญาเช่าซื้อก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ทั้งมิได้นำสืบพยานเอกสารดังกล่าวในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ดังนั้น ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ คือ กรรมการที่มีรายชื่ออยู่ในหนังสือรับรองเท่านั้น ซึ่งตามหนังสือรับรองระบุว่ากรรมการของบริษัทมี 4 คน คือ นายพรชัย นายบุญรักษ์ นายลักษณ์และนางสาวนภาพร อีกทั้งกำหนดว่าต้องมีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์จึงจะผูกพันโจทก์ได้ ดังนั้น นายธีระและนายบริวัตรจึงมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ แม้หนังสือมอบอำนาจจะระบุว่านายธีระ และนายบริวัตร เป็นกรรมการของโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจให้นายโกศล มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อก็ตาม นายโกศล ก็มิใช่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อนั้นแทนได้ เนื่องจากมิได้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง กำหนดว่าสัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ และมาตรา 798 กำหนดว่ากิจการใดบังคับโดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นต้องทำเป็นหนังสือด้วย ดังนั้น การที่นายโกศลลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อจึงมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียวย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(ดิเรก อิงคนินันท์-ชวลิต ตุลยสิงห์-มานัส เหลืองประเสริฐ)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ