คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6635/2551 ฉบับเต็ม

#499465
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6635/2551 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น โจทก์ นายอุดม แสนอามาตร์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 78, มาตรา 134 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4, มาตรา 7, มาตรา 9 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 นั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 เวลากลางวัน จำเลยใช้มีดพร้าฟันนายบุญ ผู้เสียหาย ถูกที่บริเวณมือขวา เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานยึดมีดพร้าที่จำเลยใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง และจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยแล้วปล่อยตัวไป โดยไม่มีการจับกุมหรือควบคุมตัวจำเลยหรือมีการประกันตัว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 295 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117" ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-บุญส่ง กุลบุปผา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 มีผลใช้บังคับ เมื่อผู้ต้องหาในความผิดอาญาไม่ร้ายแรงเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแล้ว มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541 และที่ 3744/2541 วินิจฉัยว่า หากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาคนใดก็ถือเป็นการจับผู้ต้องหาคนนั้นแล้ว ดังนั้น ถ้าเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี พนักงานสอบสวนก็จะต้องฟ้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง หากฟ้องไม่ทันก็ต้องขอผัดฟ้องต่อศาล ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล...หมายจับ...บุคคลจะออกได้ต่อเมื่อ (1) มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงที่มีอัตราโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือ (2) มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นด้วย" มีผลใช้บังคับ ในความผิดอาญาไม่ร้ายแรงที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดี ทำให้ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะถือว่าผู้ต้องหาถูกจับดังที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541 เคยวินิจฉัยไว้ ซึ่งก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2547 วินิจฉัยว่า "การที่ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนตามที่ถูกเรียกและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบทันที ยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายจับของศาล" คงจะต้องถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2547 กลับหลักตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541 และที่ 3744/25541 ไปแล้ว ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 แล้วและยังสอดคล้องกับ ป.วิ.อ. มาตรา 78 ที่แก้ไขตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบับที่ 22 พ.ศ.2547 ด้วย ซึ่งก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2549, ที่ 5042/2549, และที่ 5499/2549 วินิจฉัยทำนองเดียวกันว่า การที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดี ไม่ถือว่าผู้ต้องหาถูกจับ ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ ย่อมถือว่าจำเลยถูกจับแล้วซึ่งกลับหลักตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2547, ที่ 3952/2549, ที่ 5042/2549, และที่ 5499/2549 ต่อมาศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2550 (ประชุมใหญ่) การที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดี ไม่ถือว่าผู้ต้องหาถูกจับและมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยตามมา ปัญหาว่าผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดีไม่ถือว่าผู้ต้องหาถูกจับคงต้องเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2550 (ประชุมใหญ่) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
499465
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007768"
    }
}
date
2551
deka_no
6635/2551
deka_running_no
6635
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "บุญส่ง กุลบุปผา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 78",
            "ม. 134"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 7",
            "ม. 9"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอุดม แสนอามาตร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 เวลากลางวัน จำเลยใช้มีดพร้าฟันนายบุญ ผู้เสียหาย ถูกที่บริเวณมือขวา เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานยึดมีดพร้าที่จำเลยใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง และจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยแล้วปล่อยตัวไป โดยไม่มีการจับกุมหรือควบคุมตัวจำเลยหรือมีการประกันตัว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 295 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117" ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 มีผลใช้บังคับ เมื่อผู้ต้องหาในความผิดอาญาไม่ร้ายแรงเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแล้ว มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541 และที่ 3744/2541 วินิจฉัยว่า หากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาคนใดก็ถือเป็นการจับผู้ต้องหาคนนั้นแล้ว ดังนั้น ถ้าเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี พนักงานสอบสวนก็จะต้องฟ้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง หากฟ้องไม่ทันก็ต้องขอผัดฟ้องต่อศาล ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล...หมายจับ...บุคคลจะออกได้ต่อเมื่อ (1) มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงที่มีอัตราโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือ (2) มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นด้วย" มีผลใช้บังคับ ในความผิดอาญาไม่ร้ายแรงที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดี ทำให้ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะถือว่าผู้ต้องหาถูกจับดังที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541 เคยวินิจฉัยไว้ ซึ่งก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2547 วินิจฉัยว่า "การที่ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนตามที่ถูกเรียกและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบทันที ยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายจับของศาล" คงจะต้องถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2547 กลับหลักตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541 และที่ 3744/25541 ไปแล้ว ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 แล้วและยังสอดคล้องกับ ป.วิ.อ. มาตรา 78 ที่แก้ไขตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบับที่ 22 พ.ศ.2547 ด้วย ซึ่งก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2549, ที่ 5042/2549, และที่ 5499/2549 วินิจฉัยทำนองเดียวกันว่า การที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดี ไม่ถือว่าผู้ต้องหาถูกจับ ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ ย่อมถือว่าจำเลยถูกจับแล้วซึ่งกลับหลักตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2547, ที่ 3952/2549, ที่ 5042/2549, และที่ 5499/2549 ต่อมาศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2550 (ประชุมใหญ่) การที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดี ไม่ถือว่าผู้ต้องหาถูกจับและมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยตามมา ปัญหาว่าผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดีไม่ถือว่าผู้ต้องหาถูกจับคงต้องเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2550 (ประชุมใหญ่) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000603.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551