ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2553
บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
โจทก์
องค์การรถไฟฟ้ามหานคร กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 537, มาตรา 1367
ป.วิ.พ. มาตรา 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 (1), มาตรา 18 (3), มาตรา 21
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตคลองเตย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2538 มาตรา
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตคลองเตย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2539 มาตรา
ที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ ส. มีวัตถุประสงค์จะตั้งสาขาในการขายประกันและให้บริการแก่ลูกค้าของโจทก์ในบริเวณท้องที่ที่ที่ดินนั้นถูกเวนคืน ส. จึงให้สิทธิแก่โจทก์ใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว แต่โจทก์ต้องรับภาระจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ ส. เป็นรายเดือนในรูปของเงินเดือนและเป็นรายปีในรูปของเงินปันผล นิติสัมพันธ์ระหว่าง ส. กับโจทก์ดังกล่าวจึงเข้าเกณฑ์การเช่าทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 ฉะนั้น การที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเวนคืนจึงเป็นการครอบครองในฐานะผู้เช่า ซึ่งเป็นการครอบครองแทน ส. ผู้ให้เช่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์ยึดถือที่ดินที่ถูกเวนคืนโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ส่งผลให้โจทก์ไม่มีฐานะเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายในที่ดินที่ถูกเวนคืนอันจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 (1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืน อันเป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) แห่งพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 หรือไม่ ที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสองแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 5247 แขวงทุ่งมหาเมฆ (สาธร) เขตยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 611 ซึ่งอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุวพร ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ นางสุวพรมีวัตถุประสงค์ที่จะตั้งสาขาในการขายประกันและให้บริการแก่ลูกค้าของโจทก์ในบริเวณเขตท้องที่ที่ดินทั้งสองแปลงตั้งอยู่ จึงให้สิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสองแปลง แต่โจทก์มีภาระผูกพันต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่นางสุวพรเป็นรายเดือนในรูปของเงินเดือนและเป็นรายปีในรูปของเงินปันผล ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนางสุวพรจึงเข้าเกณฑ์เป็นการเช่าทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 เพราะเป็นกรณีที่นางสุวพรเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลงที่ถูกเวนคืนซึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และโจทก์ผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเป็นรายเดือนในรูปของเงินเดือนและเป็นรายปีในรูปของเงินปันผล ดังนั้น การที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงที่ถูกเวนคืนจึงเป็นการครอบครองในฐานะผู้เช่าซึ่งเป็นการครอบครองแทนนางสุวพรผู้ให้เช่า กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ยึดถือที่ดินทั้งสองแปลงโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โจทก์จึงไม่ได้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินทั้งสองแปลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และย่อมส่งผลทำให้โจทก์ไม่มีฐานะเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงที่ต้องเวนคืน อันเป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(ธานิศ เกศวพิทักษ์-ศิริชัย จิระบุญศรี-ธนฤกษ์ นิติเศรณี)
ศาลแพ่ง - นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ - นายพินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ปค.75/2548
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ปค.152/2542
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ปค131/2545
หมายเหตุ