คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2553 ฉบับเต็ม

#499688
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2553 นางสาวพเยาว์ อาระวิล กับพวก โจทก์ นายประยุทธ อาระวิล กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 193 ตามบทบัญญัติมาตรา 193 แห่งป.วิ.พ. กรณีจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียกแต่ไม่ยอมให้การ และศาลมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาต่อไป โดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแล้วศาลไกล่เกลี่ยต่อไป เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไป จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 37/1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 37/1 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8099 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกาคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าคำสั่งศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็วและออกหมายเรียกไปยังจำเลย ในหมายนั้นให้จดแจ้งประเด็นแห่งคดีและจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาที่เรียกร้อง และข้อความว่าให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน..." วรรคสองบัญญัติว่า "ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้ศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้นก่อน" วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้..." วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสามให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมให้เลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวกรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียก แต่ไม่ยอมให้การและศาลมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การคดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแล้วศาลไกล่เกลี่ยต่อไป เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้รับคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-วิรัช ชินวินิจกุล) ศาลจังหวัดอ่างทอง - นางสาวนพรัตน์ กะลัมพะเหติ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ1275/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ343/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ821/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
499688
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอ่างทอง",
        "judge": "นางสาวนพรัตน์ กะลัมพะเหติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998641"
    }
}
date
2553
deka_no
682/2553
deka_running_no
682
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "วิรัช ชินวินิจกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวพเยาว์ อาระวิล กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประยุทธ อาระวิล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 37/1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 37/1 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8099 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกาคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าคำสั่งศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็วและออกหมายเรียกไปยังจำเลย ในหมายนั้นให้จดแจ้งประเด็นแห่งคดีและจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาที่เรียกร้อง และข้อความว่าให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน..." วรรคสองบัญญัติว่า "ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้ศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้นก่อน" วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้..." วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสามให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมให้เลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวกรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียก แต่ไม่ยอมให้การและศาลมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การคดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแล้วศาลไกล่เกลี่ยต่อไป เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้รับคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
พ343/2549
primary_red_case_no
พ821/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000523.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ1275/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553