คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314 -ที่ 8315/2551 ฉบับเต็ม

#499792
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314 - 8315/2551 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ หม่อมราชวงศ์วรฉัตร ฉัตรชัย จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 717 วรรคหนึ่ง การแบ่งแยกที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ 685 ออกเป็นหลายแปลงตามโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ตกลงยินยอมให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองออกไปโดยปลอดจากการจำนอง ต้องถือว่าการจำนองยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนที่แบ่งแยกออกไปด้วยกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 717 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,882,022.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,780,398.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาอ้างว่าคำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อย เนื่องจากเลขโฉนดที่ดินไม่ตรงกับฟ้อง ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี ออกขายทอดตลาด เป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์) ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังไปตามลำดับดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษา โดยคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด การที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี รวมเข้าไปด้วย จึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์บังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษา ในวันนัดไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด จำเลยได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกเป็นอีก 8 แปลง จึงมิใช่การบังคับคดี ไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษา ให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งเป็นไม่รับคำร้อง (ที่ถูกควรเป็นยกคำร้อง) ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับอุทธรณ์ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำพิพากษาชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ตามสำเนาสัญญากู้เงิน สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และสำเนาหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินท้ายฟ้องในชั้นพิจารณาจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดิน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้แก่โจทก์จริงแต่พิพากษาให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ดังนั้น ย่อมเห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ตัวเลขผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะการขอแก้ไขเลขที่โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดให้ตรงตามความเป็นจริง หาใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปนี้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตามสัญญาจำนองได้มีการแบ่งแยกออกเป็นอีก 8 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ จึงถือว่าเป็นคนละแปลงกันและในคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมิได้ขอบังคับถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ทั้งไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ขายทอดตลาดไปพร้อมกับที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ดังกล่าว การที่โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ด้วย จึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้จะมีการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ 685 ออกเป็นหลายแปลงตามโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ตกลงยินยอมให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองออกไปโดยปลอดจากการจำนอง ต้องถือว่าการจำนองยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนที่แบ่งแยกออกไปด้วยกันอยู่นั่นเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 717 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกออกไปจากที่ดินที่จำนองอย่างทรัพย์ที่จำนองได้ ดังนั้น การที่โจทก์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ด้วยจึงมิใช่เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยอันจะทำให้การบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-คำนวน เทียมสอาด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
499792
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006870"
    }
}
date
2551
deka_no
8315/2551
deka_running_no
8315
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "คำนวน เทียมสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 717 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หม่อมราชวงศ์วรฉัตร ฉัตรชัย"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,882,022.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,780,398.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาอ้างว่าคำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อย เนื่องจากเลขโฉนดที่ดินไม่ตรงกับฟ้อง ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี ออกขายทอดตลาด เป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์)

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังไปตามลำดับดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษา โดยคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด การที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี รวมเข้าไปด้วย จึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์บังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษา

ในวันนัดไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด จำเลยได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกเป็นอีก 8 แปลง จึงมิใช่การบังคับคดี ไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษา ให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งเป็นไม่รับคำร้อง (ที่ถูกควรเป็นยกคำร้อง) ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์)

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับอุทธรณ์ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำพิพากษาชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ตามสำเนาสัญญากู้เงิน สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และสำเนาหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินท้ายฟ้องในชั้นพิจารณาจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดิน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้แก่โจทก์จริงแต่พิพากษาให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ดังนั้น ย่อมเห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ตัวเลขผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะการขอแก้ไขเลขที่โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดให้ตรงตามความเป็นจริง หาใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปนี้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตามสัญญาจำนองได้มีการแบ่งแยกออกเป็นอีก 8 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ จึงถือว่าเป็นคนละแปลงกันและในคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมิได้ขอบังคับถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ทั้งไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ขายทอดตลาดไปพร้อมกับที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ดังกล่าว การที่โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ด้วย จึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้จะมีการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ 685 ออกเป็นหลายแปลงตามโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ตกลงยินยอมให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองออกไปโดยปลอดจากการจำนอง ต้องถือว่าการจำนองยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนที่แบ่งแยกออกไปด้วยกันอยู่นั่นเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 717 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกออกไปจากที่ดินที่จำนองอย่างทรัพย์ที่จำนองได้ ดังนั้น การที่โจทก์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ด้วยจึงมิใช่เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยอันจะทำให้การบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000595.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314 -
year
2551