คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2551 ฉบับเต็ม

#499796
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2551 กรมไปรษณีย์โทรเลข โจทก์ บริษัทน้ำมันแอร์พอร์ท จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) แม้โจทก์จะเป็นกรมในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการบริหารความถี่วิทยุ ดำเนินการด้านใบอนุญาตวิทยุคมนาคมตรวจสอบและเฝ้าฟังวิทยุ และดำเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมก็ตาม แต่โจทก์รับเป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมแก่เอกชนด้วย โดยให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการของเอกชนผู้เช่า ซึ่งเอกชนผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าตามประกาศที่โจทก์กำหนด ทั้งมีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุแก่โจทก์อีกด้วยตามประกาศของโจทก์ เรื่องการปรับอัตราค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคม และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุ ต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ดังนี้ การที่โจทก์ให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จึงเป็นกิจการอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่ราชการ ซึ่งโจทก์จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบริหารความถี่วิทยุอันเป็นภารกิจของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ สิทธเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าเช่าจึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมชนิด วี เอช เอฟ/เอฟเอ็ม (VHF/FM) จำนวน 3 เครื่อง และ 10 เครื่อง ตามลำดับ พร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ มีกำหนดระยเวลาเช่า 1 ปี โดยจำเลยยินยอมชำระค่าเช่าเครื่องละ 250 บาท ต่อเดือน ภายในวันที่10 ของทุกเดือน รวม 13 เครื่อง คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 3,250 บาท มีข้อตกลงว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์อยู่อีก ให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไปจนกว่าจำเลยจะบอกเลิกสัญญาโดยต้องแจ้งเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อมาโจทก์ได้ปรับอัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของอัตราค่าเช่าเดิม รวม 13 เครื่อง คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 3,900 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าทั้ง 2 ฉบับแล้ว จำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์อยู่แล้ว ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไป ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้เช่าใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นรายปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป ดังนั้น จำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในอัตราปีละ 1,600 บาท ชำระภายในวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี หากจำเลยไม่ชำระจะต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันคือวันละ 16 บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 เป็นต้นมา และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ในสภาพที่ใช้งานได้ดีจำนวน 13 เครื่อง หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 15,162 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่มและค่าเสียหายจำนวน 152,332.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 70,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุปี 2544 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,900 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่ได้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่แก่โจทก์ โจทก์ไม่สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์เพราะโจทก์ไม่ได้เสียหาย และค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยาคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่จำเลยเช่าจากโจทก์จำนวน 13 เครื่อง ในสภาพใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 5,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่ม และค่าเสียหายจำนวน 71,049.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอ้ตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่า 39,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนหรือใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าไปแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 3 เครื่อง ตามสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคม วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์วิทยุคมนาคม ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 10 เครื่อง ตามสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคม วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 พร้อมค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและใบตอบรับ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าเช่าเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมสำหรับเครือข่ายเฉพาะกิจแก่ภาคเอกชน เพื่อเป็นการสนับสนุนให้บริการได้อย่างเพียงพอกับความต้องการเพื่อให้การใช้ความถี่วิทยุซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปโดยประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงธุรกิจ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นกรมในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการบริหารความถี่วิทยุ ดำเนินการด้านใบอนุญาตวิทยุคมนาคมตรวจสอบและเฝ้าฟังวิทยุ และดำเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมก็ตาม แต่โจทก์รับเป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมแก่เอกชนด้วย โดยให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการของเอกชนผู้เช่า ซึ่งเอกชนผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าตามประกาศที่โจทก์กำหนดทั้งมีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุแก่โจทก์อีกด้วยตามประกาศของโจทก์ เรื่องการปรับอัตราค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคม และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุดังนี้ การที่โจทก์ให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จึงเป็นกิจการอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่รายการซึ่งโจทก์จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบริหารความถี่วิทยุอันเป็นภารกิจของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าเช่า จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าเช่าเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 จึงขาดอายุความ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อิศเรศ ชัยรัตน์-สถิตย์ ทาวุฒิ-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
499796
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006772"
    }
}
date
2551
deka_no
8335/2551
deka_running_no
8335
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "อิศเรศ ชัยรัตน์",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/34 (6)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมไปรษณีย์โทรเลข"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทน้ำมันแอร์พอร์ท จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมชนิด วี เอช เอฟ/เอฟเอ็ม (VHF/FM) จำนวน 3 เครื่อง และ 10 เครื่อง ตามลำดับ พร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ มีกำหนดระยเวลาเช่า 1 ปี โดยจำเลยยินยอมชำระค่าเช่าเครื่องละ 250 บาท ต่อเดือน ภายในวันที่10 ของทุกเดือน รวม 13 เครื่อง คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 3,250 บาท มีข้อตกลงว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์อยู่อีก ให้ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไปจนกว่าจำเลยจะบอกเลิกสัญญาโดยต้องแจ้งเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อมาโจทก์ได้ปรับอัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของอัตราค่าเช่าเดิม รวม 13 เครื่อง คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 3,900 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าทั้ง 2 ฉบับแล้ว จำเลยยังคงใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์อยู่แล้ว ถือว่าจำเลยตกลงเช่าต่อไป ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดให้ผู้เช่าใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นรายปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป ดังนั้น จำเลยต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในอัตราปีละ 1,600 บาท ชำระภายในวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี หากจำเลยไม่ชำระจะต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อวันคือวันละ 16 บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 เป็นต้นมา และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ในสภาพที่ใช้งานได้ดีจำนวน 13 เครื่อง หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 15,162 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่มและค่าเสียหายจำนวน 152,332.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 70,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุปี 2544 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,900 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่ได้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่แก่โจทก์ โจทก์ไม่สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์เพราะโจทก์ไม่ได้เสียหาย และค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องวิทยาคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่จำเลยเช่าจากโจทก์จำนวน 13 เครื่อง ในสภาพใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 5,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่า ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่ม และค่าเสียหายจำนวน 71,049.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอ้ตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่า 39,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราวันละ 16 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนหรือใช้ราคาเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าไปแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 3 เครื่อง ตามสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคม วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้วิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์วิทยุคมนาคม ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์จำนวน 10 เครื่อง ตามสัญญาให้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคม วันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ดังกล่าวจากโจทก์ ตามสัญญาเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 และไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุของปี 2544 พร้อมค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและใบตอบรับ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าเช่าเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมสำหรับเครือข่ายเฉพาะกิจแก่ภาคเอกชน เพื่อเป็นการสนับสนุนให้บริการได้อย่างเพียงพอกับความต้องการเพื่อให้การใช้ความถี่วิทยุซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปโดยประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงธุรกิจ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นกรมในรัฐบาลเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีภารกิจเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการบริหารความถี่วิทยุ ดำเนินการด้านใบอนุญาตวิทยุคมนาคมตรวจสอบและเฝ้าฟังวิทยุ และดำเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมก็ตาม แต่โจทก์รับเป็นผู้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมแก่เอกชนด้วย โดยให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการของเอกชนผู้เช่า ซึ่งเอกชนผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าตามประกาศที่โจทก์กำหนดทั้งมีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุแก่โจทก์อีกด้วยตามประกาศของโจทก์ เรื่องการปรับอัตราค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคม และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุดังนี้ การที่โจทก์ให้เอกชนเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์จึงเป็นกิจการอย่างอื่นที่สำคัญและที่ไม่ใช่รายการซึ่งโจทก์จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบริหารความถี่วิทยุอันเป็นภารกิจของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าเช่า จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าเช่าเดือนกันยายน 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 จึงขาดอายุความ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000594.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551