ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8331/2551
บริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน
แมชีเนอรี จำกัด
โจทก์
นายนิเวศน์ เกตุชาติ กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 224, มาตรา 386, มาตรา 391, มาตรา 572, มาตรา 680, มาตรา 821, มาตรา 822, มาตรา 823
ป.วิ.พ. มาตรา 55
เมื่อปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ไม่ได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย การที่ผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ทั้งขณะที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนั้น ผู้รับมอบอำนาจช่วงได้มอบหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้ฝ่ายจำเลยแล้วด้วย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะทำให้จำเลยควรเชื่อว่า ผู้รับมอบอำนาจช่วงกระทำการแทนโจทก์ภายในขอบเขตอำนาจของตัวแทนอันมีผลทำให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยเสมือนผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นตัวแทนโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบ มาตรา 821
สัญญาเช่าซื้อมีข้อกำหนดว่า เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์บอกเลิกสัญญา ต้องถือว่าขณะที่โจทก์ไปยึดรถที่เช่าซื้อคืน สัญญายังไม่เลิกกัน แต่เมื่อโจทก์ยึดรถคืนโดยจำเลยไม่โต้แย้งพฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าโจทก์กับจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายตั้งแต่วันยึดรถจำเลยจึงต้องรับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์อันเกิดจากการใช้ทรัพย์เท่านั้น ส่วนค่าเสียหายอื่นโจทก์ไม่อาจเรียกร้องได้ เพราะกรณีนี้มิใช่การเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยผิดสัญญา ส่วนที่โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ต้องนำสืบว่าโจทก์มีสิทธิเรียกได้โดยอาศัยสิทธิใด มิฉะนั้นศาลกำหนดให้ในอัตราร้อยละ 7.5 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดคันที่พิพาทไปจากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตามงวดที่กำหนดไว้ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถขุดให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถขุดคืนได้ในสภาพชำรุด โดยโจทก์ได้ประเมินราคาไว้เป็นเงิน 900,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 450,000 บาท ค่าขาดราคาจำนวน 597,030 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถขุดคืนจำนวน 75,500 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์จ่ายแทนไปจำนวน 97,936.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานของโจทก์ยึดรถขุดที่ให้เช่าซื้อคืนไปในสภาพดี มีราคาไม่ต่ำกว่า 1,500,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 อีก พนักงานของโจทก์ได้ทำหนังสือสละสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายมอบให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่เกิน 75,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถขุดคืนก็ไม่เกิน 10,000 บาท โจทก์ไม่ได้จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 และดอกเบี้ยที่เรียกร้องมีอัตราสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดยี่ห้อฮิตาชิ รุ่น อีเอกซ์ 200 - 3 ไปจากโจทก์ในราคา 3,410,000 บาท ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 400,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระ 24 งวด งวดแรก 125,800 บาท งวดต่อไปงวดละ 125,400 บาท ชำระงวดแรกภายในวันที่ 27 มิถุนายน 2538 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 27 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ และมีข้อตกลงว่าหากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลา ไม่ชำระบางงวด และชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 11, 18, และ 19 ไม่ครบถ้วน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลย นายสมชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายวัชราออกติดตามยึดรถขุดคืนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ต่อมานายวัชราได้มอบอำนาจช่วงให้นายชุบเป็นผู้ติดตามยึดรถดังกล่าวแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.2 นายชุบยึดรถขุดคืนมาได้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โดยนายชุบกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย ป.ล.7 ว่าโจทก์จะไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 อีก
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกมีว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย ป.ล.7 ที่นายชุบทำกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ระบุให้นายวัชรามีอำนาจใช้สิทธิในการติดตามและเอาคืน ตลอดจนเข้าครอบครองทรัพย์สิน โดยไม่มีข้อความใดที่ระบุให้อำนาจนายวัชราไปทำการตกลงใด ๆ อันเป็นการสละสิทธิของโจทก์ ทั้งตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็ไม่ได้ให้อำนาจนายวัชราที่จะมอบอำนาจช่วง การที่นายวัชรามอบอำนาจช่วงให้นายชุบไปดำเนินการแทนเป็นการกระทำเกินขอบอำนาจ ทั้งตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.2 ที่นายวัชรามอบอำนาจให้นายชุบไปยึดรถที่เช่าซื้อก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าให้นายชุบมีอำนาจตกลงใด ๆ อันเป็นการสละสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.1 (ตรงกับ จ.1) ที่นายชุบมอบให้แก่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในวันที่นายชุบกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ป.ล.7 ได้ระบุข้อความอันเป็นขอบแห่งอำนาจของนายวัชราไว้โดยชัดแจ้งว่า ให้นายวัชราผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจเฉพาะในการทวงถาม เจรจา บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ใช้สิทธิติดตามและเอาคืน เข้าครอบครองทรัพย์สินของผู้มอบอำนาจด้วยวิธีการอันชอบด้วยกฎหมาย รับมอบ ทำบันทึกการส่งมอบ ฯลฯ โดยไม่มีข้อความใดที่ระบุให้นายวัชรามีอำนาจมอบอำนาจช่วง การที่นายวัชรามอบอำนาจช่วงให้นายชุบไปดำเนินการแทนจึงเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบมา ย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ให้ต้องรับผิดในการกระทำของนายชุบผู้รับมอบอำนาจจากนายวัชรา ประกอบกับตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ความว่า ก่อนทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ป.ล.7 นายชุบได้มอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.1 และ ป.ล.2 ให้แก่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงย่อมทราบถึงขอบอำนาจของนายวัชราที่มีอยู่ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.1 และย่อมจะทราบว่านายชุบไม่มีอำนาจในการเจรจาตกลงเพื่อระงับสิทธิของโจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้มีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการที่นายชุบทำข้อตกลงกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำภายในขอบอำนาจของนายชุบ อันจะทำให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 เสมือนว่านายชุบเป็นตัวแทนผู้มีอำนาจทำข้อตกลงดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 การที่นายชุบไปทำข้อตกลงกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์จะไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 อีกนั้นจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 เมื่อฟังได้ว่าการกระทำของนายชุบไม่ผูกพันโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมิได้วินิจฉัยไว้ แต่คู่ความได้สืบพยานในปัญหานี้เสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาก่อน สำหรับปัญหานี้ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.12 ข้อ 12 กำหนดว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้าก็ตาม แต่ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 แล้วเมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่โจทก์จะยึดรถขุดคืนสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่เลิกกัน แต่เมื่อต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โจทก์ได้ยึดรถขุดคืน โดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้ง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญากันโดยปริยายในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ของโจทก์เท่านั้นส่วนค่าเสียหายอื่นนั้นโจทก์ไม่อาจเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ได้ เพราะกรณีนี้มิใช่เป็นการเลิกสัญญาต่อกันโดยเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 และจำเลยที่ 1 ใช้ประโยชน์ในรถขุดคันพิพาทโดยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2540 ถึงวันที่โจทก์ยึดรถขุดคืนมาได้ดังกล่าว ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากไม่ได้ใช้รถขุดคันดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม และที่โจทก์ขอให้ชดใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 15 เดือน รวมเป็นเงิน 450,000 บาท นั้น เห็นว่า เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าขาดประโยชน์ เห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้โดยอาศัยสิทธิใด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้ความว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระเป็นหนี้เงินและจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้ว จึงเห็นสมควรให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในจำนวนเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตามที่โจทก์ขอ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"
พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
(มนตรี ยอดปัญญา-ชวลิต ตุลยสิงห์-วีระชาติ เอี่ยมประไพ)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ