คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2553 ฉบับเต็ม

#500135
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2553 นางวณี วงษ์ดนตรี สติวเปอร์ โจทก์ นายวินิจ วงษ์ดนตรี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคสอง, มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา การที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาอุทิศที่ดินของเจ้ามรดกให้สร้างวัด และวัดได้ดำเนินการก่อสร้างสำเร็จตามเจตนาของเจ้ามรดกแล้ว ที่ดินย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.พ.พ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ทำให้การได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวไม่บริบูรณ์ ไม่อาจใช้ต่อสู้หรือบังคับต่อบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาก็ตาม แต่การยกให้นี้มีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญา รวมทั้งทายาทหรือผู้สืบสิทธิของคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงตามฟ้องกึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวออกเป็นสองส่วนเท่ากัน หากไม่สามารถดำเนินการได้หรือโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งคนละกึ่งหนึ่งหรือให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาตลาดของที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 575,000,000 บาท แก่โจทก์ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันรับผิดชอบจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและจากการขายทอดตลาดคนละกึ่งหนึ่ง ขอให้มีคำสั่งว่าสัญญาการแบ่งทรัพย์มรดกของนางอนงค์ ข้อ 7 ตกเป็นโมฆะและให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 10583 ถึง 10585 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 19 และ 19/1 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวตามฟ้องให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 จากนั้นจึงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงและบ้านดังกล่าวออกเป็นสองส่วนเท่ากันหากไม่สามารถดำเนินการได้หรือโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง หรือให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาตลาดของที่ดินและบ้านดังกล่าวเป็นเงิน 46,100,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เนื่องจากผิดสัญญาการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าว โดยไม่ไปจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน 5 แปลงตามฟ้องให้แก่โจทก์ และไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันพ้นกำหนด 4 ปี นับแต่วันที่นายสวิงถึงแก่ความตาย ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 575,000,000 บาท ถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 263 วัน วันละ 236,301.37 บาท เป็นเงินค่าเสียหาย 62,147,260.31 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 593,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำขอดังกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 701,347,260.31 บาท (ยอดเงินดังกล่าวน่าจะคำนวณตัวเลขผิดพลาด) และในกรณีที่จำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดเลขที่ดินและบ้าน หรือไม่ไปแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านตามฟ้องให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 4848, 5926 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 1532 ตำบลคลองประเวศน์บุรีรัมย์ อำเภอแสนแสบ จังหวัดมีนบุรี (กรุงเทพมหานคร) โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่เจ้ามรดกยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 และโฉนดเลขที่ 57342 ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดวงษ์ลาภารามแล้ว แม้การยกให้จะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ทำให้การได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวไม่สมบูรณ์ ไม่อาจใช้ต่อสู้หรือบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาก็ตาม แต่การยกให้นี้ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา รวมทั้งทายาทหรือผู้สืบสิทธิของคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิได้ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นทายาทของนางอนงค์และนายสวิงจึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่น ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งปันแก่ทายาทอีกต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 และโฉนดเลขที่ 57342 โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-ศิริชัย จิระบุญศรี-ทวีป ตันสวัสดิ์) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายบุญเจือ รัตนสมบัติ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิทยา จิญกาญจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.757/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
500135
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายบุญเจือ รัตนสมบัติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวิทยา จิญกาญจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997984"
    }
}
date
2553
deka_no
1834/2553
deka_running_no
1834
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1748 วรรคสอง",
            "ม. 1299 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางวณี วงษ์ดนตรี สติวเปอร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวินิจ วงษ์ดนตรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงตามฟ้องกึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวออกเป็นสองส่วนเท่ากัน หากไม่สามารถดำเนินการได้หรือโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งคนละกึ่งหนึ่งหรือให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาตลาดของที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 575,000,000 บาท แก่โจทก์ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันรับผิดชอบจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและจากการขายทอดตลาดคนละกึ่งหนึ่ง ขอให้มีคำสั่งว่าสัญญาการแบ่งทรัพย์มรดกของนางอนงค์ ข้อ 7 ตกเป็นโมฆะและให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 10583 ถึง 10585 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 19 และ 19/1 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวตามฟ้องให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 จากนั้นจึงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงและบ้านดังกล่าวออกเป็นสองส่วนเท่ากันหากไม่สามารถดำเนินการได้หรือโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง หรือให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาตลาดของที่ดินและบ้านดังกล่าวเป็นเงิน 46,100,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เนื่องจากผิดสัญญาการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าว โดยไม่ไปจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน 5 แปลงตามฟ้องให้แก่โจทก์ และไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันพ้นกำหนด 4 ปี นับแต่วันที่นายสวิงถึงแก่ความตาย ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 575,000,000 บาท ถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 263 วัน วันละ 236,301.37 บาท เป็นเงินค่าเสียหาย 62,147,260.31 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 593,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำขอดังกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 701,347,260.31 บาท (ยอดเงินดังกล่าวน่าจะคำนวณตัวเลขผิดพลาด) และในกรณีที่จำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดเลขที่ดินและบ้าน หรือไม่ไปแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านตามฟ้องให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 4848, 5926 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 1532 ตำบลคลองประเวศน์บุรีรัมย์ อำเภอแสนแสบ จังหวัดมีนบุรี (กรุงเทพมหานคร) โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่เจ้ามรดกยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 และโฉนดเลขที่ 57342 ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดวงษ์ลาภารามแล้ว แม้การยกให้จะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ทำให้การได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าวไม่สมบูรณ์ ไม่อาจใช้ต่อสู้หรือบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาก็ตาม แต่การยกให้นี้ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา รวมทั้งทายาทหรือผู้สืบสิทธิของคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิได้ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นทายาทของนางอนงค์และนายสวิงจึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่น ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งปันแก่ทายาทอีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1740 และโฉนดเลขที่ 57342 โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000517.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.757/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553