คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8458/2551 ฉบับเต็ม

#500330
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8458/2551 พนักงานอัยการคดีเยาวชน และครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ นายสมชายหรือวัน สืบสิงห์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 134 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6, มาตรา 51, มาตรา 53 การที่จำเลยถูกจับในคดีอื่นและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และ 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 เวากลางคืนหลังเที่ยง ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนน ฉะเชิงเทรา 863 ราคา 40,000 บาท ของนางศศิขณะอยู่ในความครอบครองของนายวิศรุตผู้เสียหายไป เหตุเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานจับจำเลยและนายธีระศักดิ์หรือต้าได้ในคดีอื่น และได้ยึดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายร่วมกันลักไปเป็นของกลาง ครั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2548 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้แก่จำเลยและได้ทำการสอบสวนจำเลยแล้ว ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวจำเลยกับนายธีระศักดิ์ และพวกอีก 1 คน เป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นตามวันเวลาเกิดเหตุถึงวันเวลาที่เจ้าพนักงานจับจำเลยกับพวกได้วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เกี่ยวพันกัน ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัวและถูกส่งตัวไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2548 คดีนี้ไม่ได้ผัดฟ้องผู้ต้องหาเนื่องจากจำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357 ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้มีการจับกุมตัวจำเลยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2548 ในคดีอื่น โดยยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้ได้แล้วพนักงานสอบสวนเพิ่งมาแจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2548 และดำเนินการสอบสวนโดยไม่ได้ขอผัดฟ้อง แล้วส่งสำนวนให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 2 ธันวาคม 2548 จึงเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคสาม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 53 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การแจ้งข้อหามิใช่การจับ เมื่อไม่มีการจับกุมและการควบคุมผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนคดีนี้ ย่อมไม่สามารถนำหลักเกณฑ์เรื่องระยะเวลาการควบคุมผู้ต้องหา การผัดฟ้อง และการขออนุญาตฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 และ 53 มาใช้บังคับดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มาตรา 237 บัญญัติว่า ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใด จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับ... และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (ที่แก้ไข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า ผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตาม มาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117 ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 การที่จำเลยถูกจับในคดีอื่นและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคห้า (ที่แก้ไข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับแต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้ ดังนี้ ในคดีนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และ 53 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-สิริรัตน์ จันทรา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีนี้อยู่ที่ว่าหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 แล้ว การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลย ในข้อหาความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถือว่าเป็นการจับจำเลยอันจะส่งผลให้อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และ 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดแล้วหรือไม่ ซึ่งน่าจะถือเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับการที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยในคดีข้อหาความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง ถือว่าเป็นการจับจำเลยอันจะส่งผลให้อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และ 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดแล้วหรือไม่ โดยกฎหมายทั้งสองฉบับมีหลักการในการสอบสวนและฟ้องคดีเช่นเดียวกัน ทั้งยังให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งสองฉบับเช่นเดียวกันด้วย กรณีใดถือว่ามีการจับจำเลยแล้วและกรณีใดถือว่ายังไม่มีการจับจำเลยคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวและศาลแขวงมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ 1. กรณีที่ถือว่ายังไม่มีการจับจำเลย ได้แก่ 1.1 กรณีจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และมีการแจ้งข้อหาให้ทราบโดยจำเลยมิได้ถูกควบคุมตัวไว้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6635/2551 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 นั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามกฎหมายบัญญัติไว้ การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2550 (ประชุมใหญ่) การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2549 การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วจำเลยให้การปฏิเสธโดยจำเลยมิได้ถูกควบคุมตัวไว้ การเข้ามอบตัวของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุม การฟ้องคดีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2549 การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในวันเดียวกันแล้วปล่อยตัวจำเลยไป โดยไม่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้หรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน แสดงว่าจำเลยไม่ถูกพนักงานสอบสวนจับกุม เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับกุมจึงยังไม่มีจุดเริ่มต้นในการนับระยะเวลาในการฟ้องคดี โจทก์สามารถฟ้องจำเลยได้โดยไม่ต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2549 การที่จำเลยถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหาและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง 1.2 กรณีจำเลยถูกจับและถูกควบคุมตัวในคดีอื่น ต่อมามีการแจ้งข้อหาคดีนี้ให้จำเลยทราบ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับในคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6821/2549 จำเลยเป็นเยาวชนถูกจับกุมและควบคุมในคดีอื่น ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาคดีนี้ให้จำเลยทราบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุมในคดีนี้ การนับระยะเวลาเพื่อฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ยังไม่เกิดขึ้น การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว 2. กรณีที่ถือว่ามีการจับจำเลยแล้ว ได้แก่ 2.1 กรณีจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และมีการแจ้งข้อหาให้ทราบ มีการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ถือได้ว่าจำเลยถูกจับ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314/2549 การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและทำการสอบสวนจำเลยแล้วได้สั่งปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันในวันเดียวกันไปจนถึงวันฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการจับกุมจำเลยในวันที่จำเลยเข้ามอบตัวแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เมื่อคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท จึงอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 2 และมาตรา 3 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 และมาตรา 9 พนักงานอัยการโจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดสี่สิบแปดชั่วโมง หรือต้องมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องครั้งแรกภายในสี่สิบแปดชั่วโมง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้ดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้าและทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น การที่จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ จำเลยให้การปฏิเสธและได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวย่อมถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามมาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง 2.2 กรณีจำเลยถูกจับและถูกควบคุมตัวในคดีอื่น ต่อมามีการแจ้งข้อหาคดีนี้ให้จำเลยทราบ ถือได้ว่าจำเลยถูกจับ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนควบคุมผู้ต้องหาที่ถูกจับไว้ได้มีกำหนดระยะเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงเป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้ดำเนินคดีล่าช้าและผู้ต้องหาอาจถูกควบคุมไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น คดีนี้ผู้ต้องหาถูกจับในคดีอื่น ผู้ร้องจึงขออายัดตัวไว้ดำเนินคดีนี้แล้วผู้ร้องแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาในข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และสอบคำให้การผู้ต้องหาไว้แล้ว อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องจับผู้ต้องหาแล้ว ผู้ร้องจึงต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้ฟังผู้ต้องหาภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง หากไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด ผู้ร้องต้องขอผัดฟ้องต่อศาล เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องเกินกำหนด การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผัดฟ้องจึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3744/2541 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลให้ทันภายในกำหนดระยะเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้าและทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น คดีนี้นอกจากผู้ร้องจะได้ขออายัดตัวผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนในคดีอื่นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540 แล้ว และในวันเดียวกันผู้ร้องยังได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา รวมทั้งได้สอบคำให้การผู้ต้องหาไว้ด้วยดังนี้ กรณีหาใช่เป็นกรณีที่ผู้ร้องขออายัดตัวผู้ต้องหาแต่เพียงอย่างเดียวไม่ แต่ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้จับผู้ต้องหาแล้ว หรือผู้ต้องหาถูกจับแล้วตั้งแต่นั้น แม้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีอื่น และพนักงานสอบสวนในคดีนี้เพิ่งได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีในภายหลัง โดยผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราวไปในคดีนี้ ก็คงมีผลแต่เพียงทำให้ผู้ร้องมิต้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 8 เท่านั้น แต่ผู้ร้องยังมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับดังกล่าว และถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด ผู้ร้องก็จะต้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องต่อศาลต่อไป เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องคดีนี้เกินกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับศาลจึงไม่อาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไปได้ ชอบที่ศาลจะสั่งยกคำร้องขอผัดฟ้องของผู้ร้องเสีย คำพิพากษาศาลฎีกาตาม ข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ซึ่งวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อ 1.2 เป็นการยืนยันหลักการว่า การแจ้งข้อหานั้นมิใช่การจับ ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้ (1) เป็นการวินิจฉัยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 ที่กำหนดว่า การจับบุคคลใดต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล เว้นแต่เป็นความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่ต้องมีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการออกหมายจับจากเดิมที่มีศาล พนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นศาลเพียงองค์กรเดียว โดยมีวัตถุประสงค์ให้การออกหมายจับจะต้องได้รับการพิจารณากลั่นกรองด้วยความรอบคอบเพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ไม่ได้ยกเลิกหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ดังนั้น ถ้าไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ให้จับได้โดยไม่ต้องมีหมายดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 เช่น จำเลยเข้ามอบตัวตามคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อ 1.1 หรือจำเลยถูกจับและถูกควบคุมตัวในคดีอื่นต่อมามีการแจ้งข้อหาคดีนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อ 1.2 หรือจำเลยมาปรากฏอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนในกรณีอื่น ๆ แม้พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาและผู้นั้นตกเป็นผู้ต้องหาแล้วก็ตาม หากยังไม่ได้มีการออกหมายจับพนักงานสอบสวนจะจับและควบคุมผู้ต้องหานั้นดังที่เคยปฏิบัติไม่ได้อีกต่อไป การแจ้งข้อหาดังกล่าวจึงมิใช่การจับ จึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนและไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด ตามมาตรา 51 และ 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ หรือตาม มาตรา 7 และ 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ แต่อย่างใด (2) ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 บัญญัติว่า "เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ" และวรรคท้ายบัญญัติว่า "เมื่อได้มีการแจ้งข้อหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะต้องออกหมายขังผู้นั้นได้ตาม มาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที...หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้" บทบัญญัติในมาตรานี้ นำไปใช้บังคับแก่คดีที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวและศาลแขวงด้วย เพราะเป็นบทบัญญัติที่มิได้ปรากฏอยู่ในกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวและกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ.2548 ข้อ 7 ที่กำหนดว่า "การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาซึ่งเข้าหาพนักงานสอบสวนไม่ถือว่าเป็นการจับอันจะต้องนำวิธีการผัดฟ้องฝากขังมาใช้บังคับ" แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ถือว่าการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนหรือถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรืออยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนไม่ว่ากรณีใดๆ เป็นการจับโดยปริยายแต่อย่างใด และพนักงานสอบสวนจะจับผู้ต้องหานั้นทันทีก็มิได้ จนกว่าจะได้สั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลและผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นแล้วจึงจะทำการจับได้ ทั้งยังเป็นการตีความสอดคล้องกับ มาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ที่ให้ยกเลิกมาตรา 136 (เดิม) อันเป็นผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจที่จะจับและควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำผิดได้อีกต่อไป (3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6821/2549 ยังสอดคล้องกับความในมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่กำหนดกรอบวันเวลาให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลให้ทันภายในกำหนดนับแต่วันเวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลภายใต้หลักการใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 จึงน่าจะต้องแปลความโดยเคร่งครัด โดยคดีที่จัดทำหมายเหตุนี้และคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6821/2549 โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยมิได้ถูกจับกุมและมิได้ถูกควบคุมตัวไว้ในคดีดังกล่าวทั้งสองคดีแต่จำเลยถูกจับกุมได้ในคดีอื่น ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าคดีดังกล่าวทั้งสองคดียังไม่มีการสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่นในเบื้องต้นจึงต้องฟังโดยเคร่งครัดว่าจำเลยไม่ได้ถูกจับกุมในคดีดังกล่าวทั้งสองคดี (4) กรณีจำเลยในคดีศาลเยาวชนและครอบครัว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2549, 5499/2549, 6821/2549 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนหรือปรากฏอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวน จนพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและแจ้งข้อหาจำเลยแล้ว หากต่อมาพนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มิได้ปล่อยตัวไปทันทีอาจทำให้พิจารณาไปได้ว่าเป็นการกระทำในทำนองเดียวกับการขังผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นการจับแล้วนั้น ผู้เขียนเห็นว่ากรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวพอจะเทียบได้กับหลักการตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 56 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนอยู่ในความควบคุมระหว่างการสอบปากคำตามมาตรา 50 หรืออยู่ในความควบคุมของสถานพินิจระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาคดีก็ดีระหว่างการตรวจร่างกายหรือจิตใจหรือรับการรักษาพยาบาลก็ดี ไม่ให้ถือว่าเป็นการควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา..." กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นจึงน่าจะไม่ถือว่าเป็นการควบคุมตาม ป.วิ.อ.ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนดำเนินการโดยไม่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้หรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นการจับจำเลย (5) จากหลักการที่ไม่ถือว่าการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาที่ถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้ามอบตัวหรือมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนไม่ว่ากรณีใด ๆ เป็นการจับ มีข้อน่าพิจารณาต่อไปว่า อาจเป็นการส่งผลทำให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนเรื่องนั้นยาวนานเพียงใดก็ได้โดยไม่ต้องมีการขอผัดฟ้อง และพนักงานอัยการจะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้ก่อนคดีจะขาดอายุความ ซึ่งจะตกเป็นภาระแก่ผู้ต้องหาที่ปรารถนาจะให้ได้รับการพิจารณาด้วยความรวดเร็ว อันจะเป็นการผิดวัตถุประสงค์แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 241 ที่คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะได้รับการสอบสวนและพิจารณาในคดีอาญาโดยรวดเร็ว ผู้เขียนเห็นว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้มีการผิดฟ้องก็เพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาในศาลเยาวชนและครอบครัวและศาลแขวงต้องล่าช้า และเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยไม่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541, 3744/2541, 1997/2550) แต่ตามหลักการนี้ที่ไม่ถือว่าการแจ้งข้อหาเป็นการจับ แสดงให้เห็นในตัวว่าผู้ต้องหาไม่ได้ถูกควบคุมตัว เมื่อไม่มีการควบคุมตัวก็จะไม่มีการปล่อยชั่วคราว จึงไม่อาจเกิดกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวนานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็นได้ เพราะผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับอิสรภาพแล้วตั้งแต่ต้น ส่วนพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการก็มีกรอบระยะเวลาให้ดำเนินการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคสาม ที่กำหนดให้ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม มาตรา 130 กำหนดให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า มาตรา 113 กำหนดจำกัดระยะเวลาของอำนาจพนักงานสอบสวนในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาและสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องโดยเร็ว เป็นต้น และมีระเบียบของทางราชการในการดำเนินคดีกำหนดไว้ซึ่งหากละเว้นการปฏิบัติอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางอาญา ทางแพ่งและทางวินัย ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามกรอบระยะเวลาภายใต้ระเบียบกฎหมายดังกล่าวแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการโดยทั่วไปจะต้องปฏิบัติโดยระหว่างนั้นผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับอิสรภาพอยู่แล้ว จึงเห็นได้ว่าหลักการนี้มิได้ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายข้างต้นแต่อย่างใด (6) สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541, 3744/2541, 8314/2549 และ 1997/2550 ที่ถือว่า การแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาที่ถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้ามอบตัวหรือมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นการจับ ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้เป็นการขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยในขณะที่ ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ที่บัญญัติว่า "พนักงานสอบสวนจะจับและควบคุม หรือจัดการให้จับหรือควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือจะปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันเลยหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วย หรือปล่อยไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในเรื่องนั้น ๆ ก็ได้" ยังมีผลบังคับใช้ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 106 (1) ที่บัญญัติว่า "คำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันหรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน ไม่ว่าผู้นั้นต้องควบคุมหรือขังตามหมายศาล ย่อมยื่นได้โดยผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องดังนี้ (1) เมื่อผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่และยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ให้ยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี" โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2516 วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า "โจทก์แจ้งความว่า ย. ทำร้ายร่างกายโจทก์ขอให้ดำเนินคดีแก่ ย. แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 จำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับหมวดไม่มีอำนาจจับกุมโจทก์โดยไม่มีหมายจับ แต่อำนาจจับกุมตามมาตรา 78 นี้ ก็เป็นอำนาจโดยทั่ว ๆ ไป และมีมาตรา 136 บัญญัติเรื่องอำนาจพนักงานสอบสวนในการจับกุมและควบคุมไว้โดยเฉพาะเมื่อจำเลยเป็นพนักงานสอบสวนคดีที่หาว่า ย. กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และสอบสวนแล้วได้ความว่าโจทก์ก็เป็นผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย เพราะเป็นเรื่องวิวาทกันซึ่งความผิดนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ เจ้าพนักงานก็ย่อมจับกุมและควบคุมตัวผู้กระทำความผิดไว้สอบสวนได้ จำเลยจึงมีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวโจทก์ซึ่งมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าจำเลยในระหว่างการสอบสวนได้ เพียงเพราะเหตุที่จำเลยจับกุมและควบคุมตัวโจทก์ไว้โดยไม่มีหมายจับนั้น จะถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหาได้ไม่" แสดงให้เห็นว่าก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นหลักการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหาได้โดยไม่ต้องมีหมาย ทั้งนี้จากหลักการดังกล่าวทำให้เข้าใจได้ว่า ถ้าปรากฏว่าคดีเรื่องใดพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้อนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวก่อนฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106 (1) แล้ว ก็พึงเข้าใจได้ทันทีว่าผู้ต้องหานั้นได้ถูกควบคุมตัวโดยพนักงานสอบสวนมาแล้ว นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้วพนักงานสอบสวนปล่อยตัวไปโดยไม่ได้ควบคุมตัวไว้และไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาปล่อยชั่วคราว อาจถือได้ว่าผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวนโดยไม่มีประกันและไม่มีหลักประกัน (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2450/2527) และต้องเข้าใจต่อไปด้วยว่าผู้นั้นได้ถูกจับตั้งแต่แรกแล้ว เพราะถ้าไม่ถือว่าถูกจับตั้งแต่แรกแล้วก็จะไม่มีการควบคุมตัวถ้าไม่มีการควบคุมตัวก็จะไม่มีการปล่อยชั่วคราวไปได้ และเมื่อถือว่ามีการควบคุมตัวก็ต้องถือว่ามีการจับไว้แล้วตั้งแต่เข้ามอบตัว ฉะนั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจึงต้องดำเนินการฟ้องหรือผัดฟ้องภายในกำหนดเวลานับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวซึ่งถือว่าถูกจับนั่นเอง ดังนั้น การตีความว่าการแจ้งข้อหาของพนักงานสอบสวนถือว่าเป็นการจับตามกฎหมายในขณะนั้นจึงน่าจะชอบด้วยเหตุผลแล้ว ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541, 3744/2541 และ8314/2549 ก็เป็นการวินิจฉัยคดีที่เกิดขึ้นก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 เป็นการวินิจฉัยคดีที่เกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 แล้ว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการออกหมายจับเป็นศาลเพียงองค์กรเดียว แต่ในระยะแรกยังไม่มีการยกเลิกมาตรา 136 (เดิม) (มาตรา 136 (เดิม) ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547) ในช่วงที่ยังไม่มีการยกเลิก มาตรา 136 (เดิม) ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องบางส่วนจึงยังคงปฏิบัติและตีความตามหลักการเดิมที่ถือว่าพนักงานสอบสวนมีอำนาจจับและควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดได้โดยไม่ต้องมีหมายอันเป็นการยกเว้นหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 โดยเข้ากรณีมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่ต้องมีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 เป็นคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีการยกเลิกมาตรา 136 (เดิม) ดังกล่าว ทั้งมีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ โดยจะเห็นได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 ข้อเท็จจริงปรากฏว่านอกจากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบแล้ว พนักงานสอบสวนยังได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนได้ใช้อำนาจในการควบคุมตัวจำเลยแล้วจึงมีการปล่อยชั่วคราวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ประกอบ มาตรา 106 (1) จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 วินิจฉัยว่าการแจ้งข้อหาถือว่าเป็นการจับเพราะถึงแม้ว่าจำเลยจะได้รับการปล่อยชั่วคราวก็ตาม แต่การปล่อยชั่วคราวย่อมเป็นการแสดงถึงการที่จำเลยถูกควบคุมตัวและถือว่าถูกจับดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นจึงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพซึ่งต่างกับคำพิพากษาศาลฎีกาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ ที่ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ใช้อำนาจในการจับ ควบคุมหรือให้ปล่อยชั่วคราวแต่ประการใด จึงไม่มีเหตุต้องวินิจฉัยว่าการแจ้งข้อหาเป็นการจับ การแจ้งข้อหาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ จึงไม่ถือว่าเป็นการจับ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่น่าจะถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 และบทบัญญัติในมาตราอื่น ๆ ใน ป.วิ.อ. ที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เพื่ออนุวัตรการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวและด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541, 3744/2541, 8314/2549 และ 1997/2550 กับคำพิพากษาศาลฎีกาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และที่จัดทำหมายเหตุนี้จึงไม่ได้ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการยกเลิกอำนาจพนักงานสอบสวนในการจับและควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 โดยไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 จึงน่าจะทำให้ปัญหาในทางปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นหมดไป ธนรัตน์ ทั่งทอง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
500330
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006757"
    }
}
date
2551
deka_no
8458/2551
deka_running_no
8458
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "สิริรัตน์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 134"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 51",
            "ม. 53"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชน"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "และครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชายหรือวัน สืบสิงห์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 เวากลางคืนหลังเที่ยง ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนน ฉะเชิงเทรา 863 ราคา 40,000 บาท ของนางศศิขณะอยู่ในความครอบครองของนายวิศรุตผู้เสียหายไป เหตุเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานจับจำเลยและนายธีระศักดิ์หรือต้าได้ในคดีอื่น และได้ยึดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายร่วมกันลักไปเป็นของกลาง ครั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2548 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้แก่จำเลยและได้ทำการสอบสวนจำเลยแล้ว ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวจำเลยกับนายธีระศักดิ์ และพวกอีก 1 คน เป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นตามวันเวลาเกิดเหตุถึงวันเวลาที่เจ้าพนักงานจับจำเลยกับพวกได้วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เกี่ยวพันกัน ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัวและถูกส่งตัวไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2548 คดีนี้ไม่ได้ผัดฟ้องผู้ต้องหาเนื่องจากจำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีนี้มีการจับกุมตัวจำเลยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2548 ในคดีอื่น โดยยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้ได้แล้วพนักงานสอบสวนเพิ่งมาแจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2548 และดำเนินการสอบสวนโดยไม่ได้ขอผัดฟ้อง แล้วส่งสำนวนให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 2 ธันวาคม 2548 จึงเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคสาม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 53 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การแจ้งข้อหามิใช่การจับ เมื่อไม่มีการจับกุมและการควบคุมผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนคดีนี้ ย่อมไม่สามารถนำหลักเกณฑ์เรื่องระยะเวลาการควบคุมผู้ต้องหา การผัดฟ้อง และการขออนุญาตฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 และ 53 มาใช้บังคับดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มาตรา 237 บัญญัติว่า ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใด จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับ... และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (ที่แก้ไข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า ผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตาม มาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117 ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 การที่จำเลยถูกจับในคดีอื่นและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคห้า (ที่แก้ไข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับแต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้ ดังนี้ ในคดีนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และ 53 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีนี้อยู่ที่ว่าหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 แล้ว การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลย ในข้อหาความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถือว่าเป็นการจับจำเลยอันจะส่งผลให้อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และ 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดแล้วหรือไม่ ซึ่งน่าจะถือเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับการที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยในคดีข้อหาความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง ถือว่าเป็นการจับจำเลยอันจะส่งผลให้อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และ 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลา 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุดแล้วหรือไม่ โดยกฎหมายทั้งสองฉบับมีหลักการในการสอบสวนและฟ้องคดีเช่นเดียวกัน ทั้งยังให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งสองฉบับเช่นเดียวกันด้วย กรณีใดถือว่ามีการจับจำเลยแล้วและกรณีใดถือว่ายังไม่มีการจับจำเลยคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวและศาลแขวงมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้ 1. กรณีที่ถือว่ายังไม่มีการจับจำเลย ได้แก่ 1.1 กรณีจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และมีการแจ้งข้อหาให้ทราบโดยจำเลยมิได้ถูกควบคุมตัวไว้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6635/2551 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 นั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามกฎหมายบัญญัติไว้ การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6208/2550 (ประชุมใหญ่) การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2549 การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วจำเลยให้การปฏิเสธโดยจำเลยมิได้ถูกควบคุมตัวไว้ การเข้ามอบตัวของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุม การฟ้องคดีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2549 การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในวันเดียวกันแล้วปล่อยตัวจำเลยไป โดยไม่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้หรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน แสดงว่าจำเลยไม่ถูกพนักงานสอบสวนจับกุม เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับกุมจึงยังไม่มีจุดเริ่มต้นในการนับระยะเวลาในการฟ้องคดี โจทก์สามารถฟ้องจำเลยได้โดยไม่ต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2549 การที่จำเลยถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหาและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง 1.2 กรณีจำเลยถูกจับและถูกควบคุมตัวในคดีอื่น ต่อมามีการแจ้งข้อหาคดีนี้ให้จำเลยทราบ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับในคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6821/2549 จำเลยเป็นเยาวชนถูกจับกุมและควบคุมในคดีอื่น ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาคดีนี้ให้จำเลยทราบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุมในคดีนี้ การนับระยะเวลาเพื่อฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ยังไม่เกิดขึ้น การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว 2. กรณีที่ถือว่ามีการจับจำเลยแล้ว ได้แก่ 2.1 กรณีจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และมีการแจ้งข้อหาให้ทราบ มีการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ถือได้ว่าจำเลยถูกจับ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314/2549 การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและทำการสอบสวนจำเลยแล้วได้สั่งปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันในวันเดียวกันไปจนถึงวันฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการจับกุมจำเลยในวันที่จำเลยเข้ามอบตัวแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เมื่อคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท จึงอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 2 และมาตรา 3 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 และมาตรา 9 พนักงานอัยการโจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดสี่สิบแปดชั่วโมง หรือต้องมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องครั้งแรกภายในสี่สิบแปดชั่วโมง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้ดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้าและทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น การที่จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ จำเลยให้การปฏิเสธและได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวย่อมถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามมาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง 2.2 กรณีจำเลยถูกจับและถูกควบคุมตัวในคดีอื่น ต่อมามีการแจ้งข้อหาคดีนี้ให้จำเลยทราบ ถือได้ว่าจำเลยถูกจับ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนควบคุมผู้ต้องหาที่ถูกจับไว้ได้มีกำหนดระยะเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงเป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้ดำเนินคดีล่าช้าและผู้ต้องหาอาจถูกควบคุมไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น คดีนี้ผู้ต้องหาถูกจับในคดีอื่น ผู้ร้องจึงขออายัดตัวไว้ดำเนินคดีนี้แล้วผู้ร้องแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาในข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และสอบคำให้การผู้ต้องหาไว้แล้ว อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องจับผู้ต้องหาแล้ว ผู้ร้องจึงต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้ฟังผู้ต้องหาภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง หากไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด ผู้ร้องต้องขอผัดฟ้องต่อศาล เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องเกินกำหนด การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผัดฟ้องจึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3744/2541 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลให้ทันภายในกำหนดระยะเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้าและทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น คดีนี้นอกจากผู้ร้องจะได้ขออายัดตัวผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนในคดีอื่นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540 แล้ว และในวันเดียวกันผู้ร้องยังได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา รวมทั้งได้สอบคำให้การผู้ต้องหาไว้ด้วยดังนี้ กรณีหาใช่เป็นกรณีที่ผู้ร้องขออายัดตัวผู้ต้องหาแต่เพียงอย่างเดียวไม่ แต่ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้จับผู้ต้องหาแล้ว หรือผู้ต้องหาถูกจับแล้วตั้งแต่นั้น แม้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีอื่น และพนักงานสอบสวนในคดีนี้เพิ่งได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีในภายหลัง โดยผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราวไปในคดีนี้ ก็คงมีผลแต่เพียงทำให้ผู้ร้องมิต้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 8 เท่านั้น แต่ผู้ร้องยังมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับดังกล่าว และถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด ผู้ร้องก็จะต้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องต่อศาลต่อไป เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องคดีนี้เกินกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับศาลจึงไม่อาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไปได้ ชอบที่ศาลจะสั่งยกคำร้องขอผัดฟ้องของผู้ร้องเสีย คำพิพากษาศาลฎีกาตาม ข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ซึ่งวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อ 1.2 เป็นการยืนยันหลักการว่า การแจ้งข้อหานั้นมิใช่การจับ ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้ (1) เป็นการวินิจฉัยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 ที่กำหนดว่า การจับบุคคลใดต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล เว้นแต่เป็นความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่ต้องมีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการออกหมายจับจากเดิมที่มีศาล พนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นศาลเพียงองค์กรเดียว โดยมีวัตถุประสงค์ให้การออกหมายจับจะต้องได้รับการพิจารณากลั่นกรองด้วยความรอบคอบเพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ไม่ได้ยกเลิกหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ดังนั้น ถ้าไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ให้จับได้โดยไม่ต้องมีหมายดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 เช่น จำเลยเข้ามอบตัวตามคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อ 1.1 หรือจำเลยถูกจับและถูกควบคุมตัวในคดีอื่นต่อมามีการแจ้งข้อหาคดีนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อ 1.2 หรือจำเลยมาปรากฏอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนในกรณีอื่น ๆ แม้พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาและผู้นั้นตกเป็นผู้ต้องหาแล้วก็ตาม หากยังไม่ได้มีการออกหมายจับพนักงานสอบสวนจะจับและควบคุมผู้ต้องหานั้นดังที่เคยปฏิบัติไม่ได้อีกต่อไป การแจ้งข้อหาดังกล่าวจึงมิใช่การจับ จึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวนและไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาหรือผัดฟ้องหรือต้องได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด ตามมาตรา 51 และ 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ หรือตาม มาตรา 7 และ 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ แต่อย่างใด (2) ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 บัญญัติว่า "เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ" และวรรคท้ายบัญญัติว่า "เมื่อได้มีการแจ้งข้อหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะต้องออกหมายขังผู้นั้นได้ตาม มาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที...หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้" บทบัญญัติในมาตรานี้ นำไปใช้บังคับแก่คดีที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวและศาลแขวงด้วย เพราะเป็นบทบัญญัติที่มิได้ปรากฏอยู่ในกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวและกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ.2548 ข้อ 7 ที่กำหนดว่า "การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาซึ่งเข้าหาพนักงานสอบสวนไม่ถือว่าเป็นการจับอันจะต้องนำวิธีการผัดฟ้องฝากขังมาใช้บังคับ" แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ถือว่าการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนหรือถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรืออยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนไม่ว่ากรณีใดๆ เป็นการจับโดยปริยายแต่อย่างใด และพนักงานสอบสวนจะจับผู้ต้องหานั้นทันทีก็มิได้ จนกว่าจะได้สั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลและผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นแล้วจึงจะทำการจับได้ ทั้งยังเป็นการตีความสอดคล้องกับ มาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ที่ให้ยกเลิกมาตรา 136 (เดิม) อันเป็นผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจที่จะจับและควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำผิดได้อีกต่อไป (3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6821/2549 ยังสอดคล้องกับความในมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่กำหนดกรอบวันเวลาให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลให้ทันภายในกำหนดนับแต่วันเวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลภายใต้หลักการใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 จึงน่าจะต้องแปลความโดยเคร่งครัด โดยคดีที่จัดทำหมายเหตุนี้และคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6821/2549 โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยมิได้ถูกจับกุมและมิได้ถูกควบคุมตัวไว้ในคดีดังกล่าวทั้งสองคดีแต่จำเลยถูกจับกุมได้ในคดีอื่น ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าคดีดังกล่าวทั้งสองคดียังไม่มีการสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่นในเบื้องต้นจึงต้องฟังโดยเคร่งครัดว่าจำเลยไม่ได้ถูกจับกุมในคดีดังกล่าวทั้งสองคดี (4) กรณีจำเลยในคดีศาลเยาวชนและครอบครัว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2549, 5499/2549, 6821/2549 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนหรือปรากฏอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวน จนพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและแจ้งข้อหาจำเลยแล้ว หากต่อมาพนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มิได้ปล่อยตัวไปทันทีอาจทำให้พิจารณาไปได้ว่าเป็นการกระทำในทำนองเดียวกับการขังผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นการจับแล้วนั้น ผู้เขียนเห็นว่ากรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวพอจะเทียบได้กับหลักการตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 56 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนอยู่ในความควบคุมระหว่างการสอบปากคำตามมาตรา 50 หรืออยู่ในความควบคุมของสถานพินิจระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาคดีก็ดีระหว่างการตรวจร่างกายหรือจิตใจหรือรับการรักษาพยาบาลก็ดี ไม่ให้ถือว่าเป็นการควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา..." กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นจึงน่าจะไม่ถือว่าเป็นการควบคุมตาม ป.วิ.อ.ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนดำเนินการโดยไม่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้หรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นการจับจำเลย (5) จากหลักการที่ไม่ถือว่าการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาที่ถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้ามอบตัวหรือมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนไม่ว่ากรณีใด ๆ เป็นการจับ มีข้อน่าพิจารณาต่อไปว่า อาจเป็นการส่งผลทำให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนเรื่องนั้นยาวนานเพียงใดก็ได้โดยไม่ต้องมีการขอผัดฟ้อง และพนักงานอัยการจะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้ก่อนคดีจะขาดอายุความ ซึ่งจะตกเป็นภาระแก่ผู้ต้องหาที่ปรารถนาจะให้ได้รับการพิจารณาด้วยความรวดเร็ว อันจะเป็นการผิดวัตถุประสงค์แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 241 ที่คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะได้รับการสอบสวนและพิจารณาในคดีอาญาโดยรวดเร็ว ผู้เขียนเห็นว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้มีการผิดฟ้องก็เพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาในศาลเยาวชนและครอบครัวและศาลแขวงต้องล่าช้า และเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยไม่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541, 3744/2541, 1997/2550) แต่ตามหลักการนี้ที่ไม่ถือว่าการแจ้งข้อหาเป็นการจับ แสดงให้เห็นในตัวว่าผู้ต้องหาไม่ได้ถูกควบคุมตัว เมื่อไม่มีการควบคุมตัวก็จะไม่มีการปล่อยชั่วคราว จึงไม่อาจเกิดกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวนานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็นได้ เพราะผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับอิสรภาพแล้วตั้งแต่ต้น ส่วนพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการก็มีกรอบระยะเวลาให้ดำเนินการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคสาม ที่กำหนดให้ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม มาตรา 130 กำหนดให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า มาตรา 113 กำหนดจำกัดระยะเวลาของอำนาจพนักงานสอบสวนในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาและสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องโดยเร็ว เป็นต้น และมีระเบียบของทางราชการในการดำเนินคดีกำหนดไว้ซึ่งหากละเว้นการปฏิบัติอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางอาญา ทางแพ่งและทางวินัย ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามกรอบระยะเวลาภายใต้ระเบียบกฎหมายดังกล่าวแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการโดยทั่วไปจะต้องปฏิบัติโดยระหว่างนั้นผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับอิสรภาพอยู่แล้ว จึงเห็นได้ว่าหลักการนี้มิได้ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายข้างต้นแต่อย่างใด (6) สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541, 3744/2541, 8314/2549 และ 1997/2550 ที่ถือว่า การแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาที่ถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้ามอบตัวหรือมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นการจับ ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้เป็นการขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยในขณะที่ ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ที่บัญญัติว่า "พนักงานสอบสวนจะจับและควบคุม หรือจัดการให้จับหรือควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือจะปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันเลยหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วย หรือปล่อยไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในเรื่องนั้น ๆ ก็ได้" ยังมีผลบังคับใช้ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 106 (1) ที่บัญญัติว่า "คำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันหรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน ไม่ว่าผู้นั้นต้องควบคุมหรือขังตามหมายศาล ย่อมยื่นได้โดยผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องดังนี้ (1) เมื่อผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่และยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ให้ยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี" โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2516 วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า "โจทก์แจ้งความว่า ย. ทำร้ายร่างกายโจทก์ขอให้ดำเนินคดีแก่ ย. แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 จำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับหมวดไม่มีอำนาจจับกุมโจทก์โดยไม่มีหมายจับ แต่อำนาจจับกุมตามมาตรา 78 นี้ ก็เป็นอำนาจโดยทั่ว ๆ ไป และมีมาตรา 136 บัญญัติเรื่องอำนาจพนักงานสอบสวนในการจับกุมและควบคุมไว้โดยเฉพาะเมื่อจำเลยเป็นพนักงานสอบสวนคดีที่หาว่า ย. กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และสอบสวนแล้วได้ความว่าโจทก์ก็เป็นผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย เพราะเป็นเรื่องวิวาทกันซึ่งความผิดนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ เจ้าพนักงานก็ย่อมจับกุมและควบคุมตัวผู้กระทำความผิดไว้สอบสวนได้ จำเลยจึงมีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวโจทก์ซึ่งมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าจำเลยในระหว่างการสอบสวนได้ เพียงเพราะเหตุที่จำเลยจับกุมและควบคุมตัวโจทก์ไว้โดยไม่มีหมายจับนั้น จะถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหาได้ไม่" แสดงให้เห็นว่าก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นหลักการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหาได้โดยไม่ต้องมีหมาย ทั้งนี้จากหลักการดังกล่าวทำให้เข้าใจได้ว่า ถ้าปรากฏว่าคดีเรื่องใดพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้อนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวก่อนฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106 (1) แล้ว ก็พึงเข้าใจได้ทันทีว่าผู้ต้องหานั้นได้ถูกควบคุมตัวโดยพนักงานสอบสวนมาแล้ว นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้วพนักงานสอบสวนปล่อยตัวไปโดยไม่ได้ควบคุมตัวไว้และไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาปล่อยชั่วคราว อาจถือได้ว่าผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวนโดยไม่มีประกันและไม่มีหลักประกัน (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2450/2527) และต้องเข้าใจต่อไปด้วยว่าผู้นั้นได้ถูกจับตั้งแต่แรกแล้ว เพราะถ้าไม่ถือว่าถูกจับตั้งแต่แรกแล้วก็จะไม่มีการควบคุมตัวถ้าไม่มีการควบคุมตัวก็จะไม่มีการปล่อยชั่วคราวไปได้ และเมื่อถือว่ามีการควบคุมตัวก็ต้องถือว่ามีการจับไว้แล้วตั้งแต่เข้ามอบตัว ฉะนั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจึงต้องดำเนินการฟ้องหรือผัดฟ้องภายในกำหนดเวลานับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวซึ่งถือว่าถูกจับนั่นเอง ดังนั้น การตีความว่าการแจ้งข้อหาของพนักงานสอบสวนถือว่าเป็นการจับตามกฎหมายในขณะนั้นจึงน่าจะชอบด้วยเหตุผลแล้ว ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541, 3744/2541 และ8314/2549 ก็เป็นการวินิจฉัยคดีที่เกิดขึ้นก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 เป็นการวินิจฉัยคดีที่เกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 แล้ว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการออกหมายจับเป็นศาลเพียงองค์กรเดียว แต่ในระยะแรกยังไม่มีการยกเลิกมาตรา 136 (เดิม) (มาตรา 136 (เดิม) ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547) ในช่วงที่ยังไม่มีการยกเลิก มาตรา 136 (เดิม) ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องบางส่วนจึงยังคงปฏิบัติและตีความตามหลักการเดิมที่ถือว่าพนักงานสอบสวนมีอำนาจจับและควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดได้โดยไม่ต้องมีหมายอันเป็นการยกเว้นหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 โดยเข้ากรณีมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่ต้องมีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 เป็นคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีการยกเลิกมาตรา 136 (เดิม) ดังกล่าว ทั้งมีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ โดยจะเห็นได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 ข้อเท็จจริงปรากฏว่านอกจากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบแล้ว พนักงานสอบสวนยังได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนได้ใช้อำนาจในการควบคุมตัวจำเลยแล้วจึงมีการปล่อยชั่วคราวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ประกอบ มาตรา 106 (1) จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550 วินิจฉัยว่าการแจ้งข้อหาถือว่าเป็นการจับเพราะถึงแม้ว่าจำเลยจะได้รับการปล่อยชั่วคราวก็ตาม แต่การปล่อยชั่วคราวย่อมเป็นการแสดงถึงการที่จำเลยถูกควบคุมตัวและถือว่าถูกจับดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นจึงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพซึ่งต่างกับคำพิพากษาศาลฎีกาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ ที่ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ใช้อำนาจในการจับ ควบคุมหรือให้ปล่อยชั่วคราวแต่ประการใด จึงไม่มีเหตุต้องวินิจฉัยว่าการแจ้งข้อหาเป็นการจับ การแจ้งข้อหาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ จึงไม่ถือว่าเป็นการจับ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่น่าจะถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 237 และบทบัญญัติในมาตราอื่น ๆ ใน ป.วิ.อ. ที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เพื่ออนุวัตรการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวและด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2250/2541, 3744/2541, 8314/2549 และ 1997/2550 กับคำพิพากษาศาลฎีกาตามข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และที่จัดทำหมายเหตุนี้จึงไม่ได้ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการยกเลิกอำนาจพนักงานสอบสวนในการจับและควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใดซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 136 (เดิม) ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 โดยไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 จึงน่าจะทำให้ปัญหาในทางปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นหมดไป ธนรัตน์ ทั่งทอง
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000594.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551