คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8172/2551 ฉบับเต็ม

#500331
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8172/2551 นางสาววนิดา สังวรวิตร์ โจทก์ นายสันติ ภาณุมาศภิญโญ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 203 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 84 (เดิม), มาตรา 183, มาตรา 185 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังนี้ ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ย่อมเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้หาถือว่าเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ เมื่อสัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 413,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 413,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรก จำนวน 273,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 40,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และวันที่ 28 มิถุนายน 2536 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 80,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังนี้ ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ย่อมเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ หาถือว่าเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น โจทก์คงมีตัวโจทก์เบิกความแต่เพียงปากเดียวว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 โดยชำระดอกเบี้ยรวมกันมาเดือนละ 5,412 บาท โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ระบุข้อความทำนองเดียวกันว่าจำเลยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทุกเดือนไปจนกว่าจะนำเงินต้นส่งให้แก่โจทก์จนครบตามจำนวน ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดจำเลยยอมให้โจทก์ฟ้องร้องเงินต้นและดอกเบี้ยตามกฎหมาย ดังนั้น หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่กลางปี 2540 เป็นต้นมา โจทก์ก็ชอบที่จะบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัด แต่หนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 โจทก์กลับเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 คืนทั้งหมด โดยโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่ได้จัดทำบัญชีเกี่ยวกับรายละเอียดที่จำเลยชำระดอกเบี้ยให้ตั้งแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 อันเป็นการเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่นำสืบว่าจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จริงโจทก์ก็ชอบที่จะทำบัญชีการชำระดอกเบี้ยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ในทางคดีของโจทก์ คำเบิกความของโจทก์จึงไม่สมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อิศเรศ ชัยรัตน์-สถิตย์ ทาวุฒิ-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
500331
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006981"
    }
}
date
2551
deka_no
8172/2551
deka_running_no
8172
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "อิศเรศ ชัยรัตน์",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 203 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84 (เดิม)",
            "ม. 183",
            "ม. 185"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาววนิดา สังวรวิตร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสันติ ภาณุมาศภิญโญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 413,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 413,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรก จำนวน 273,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 40,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และวันที่ 28 มิถุนายน 2536 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 80,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 4 ฉบับ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ตามฟ้องไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันทำสัญญากู้แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังนี้ ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ย่อมเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำสืบถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ หาถือว่าเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น โจทก์คงมีตัวโจทก์เบิกความแต่เพียงปากเดียวว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 โดยชำระดอกเบี้ยรวมกันมาเดือนละ 5,412 บาท โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ระบุข้อความทำนองเดียวกันว่าจำเลยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทุกเดือนไปจนกว่าจะนำเงินต้นส่งให้แก่โจทก์จนครบตามจำนวน ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดจำเลยยอมให้โจทก์ฟ้องร้องเงินต้นและดอกเบี้ยตามกฎหมาย ดังนั้น หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่กลางปี 2540 เป็นต้นมา โจทก์ก็ชอบที่จะบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัด แต่หนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 โจทก์กลับเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 คืนทั้งหมด โดยโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่ได้จัดทำบัญชีเกี่ยวกับรายละเอียดที่จำเลยชำระดอกเบี้ยให้ตั้งแต่วันกู้จนถึงกลางปี 2540 อันเป็นการเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่นำสืบว่าจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จริงโจทก์ก็ชอบที่จะทำบัญชีการชำระดอกเบี้ยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์ในทางคดีของโจทก์ คำเบิกความของโจทก์จึงไม่สมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดอายุความการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000596.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551