ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9134/2551
สำนักงานประจำศาลแขวง
พิษณุโลก
โจทก์
นางสาวภาวิณี บุญยิ้ม
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), มาตรา 33, มาตรา 95, มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247
ผู้ถูกกล่าวหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ไต่สวนดาบตำรวจ ท. พยานของผู้กล่าวหา แล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามบันทึกข้อความเรื่องรายงานมีผู้กระทำความผิดในบริเวณศาลของดาบตำรวจ ท. ว่า ผู้ถูกกล่าวหานำข้าวกล่อง 2 กล่อง ซึ่งซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไปฝากให้ น. ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องหาของศาล ดังนี้ บันทึกข้อความดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่ายังรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 จึงพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2550 เวลากลางวัน นางสาวภาวิณีผู้ถูกกล่าวหา นำข้าวกล่อง 2 กล่อง ไปฝากให้นายนิธิศผู้ต้องหาในคดีอาญาหมายเลขดำที่พ.109/2550 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลชั้นต้นได้ตรวจข้างกล่องดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 เม็ด บรรจุในหลอดเครื่องดื่มปิดหัวท้ายซุกซ่อนอยู่ในกล่องข้าวดังกล่าวจึงรายงานต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน
ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 31 (3) และมาตรา 33 (ที่ถูก มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) จำคุก 2 เดือน
ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนดาบตำรวจทวีปพยานของผู้กล่าวหา แล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามบันทึกข้อความเรื่องรายงานมีผู้กระทำความผิดในบริเวณศาลฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2550 ของดาบตำรวจทวีปว่า ผู้ถูกกล่าวหานำข้าวกล่อง 2 กล่อง ซึ่งซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไปฝากให้นายนิธิศผู้ต้องหา ดังนี้ บันทึกข้อความดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่ายังรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบดวยกฎหมาย ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247"
พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
(บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย-ธานิศ เกศวพิทักษ์-เฉลิมชัย ตันตยานนท์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจึงต้องไต่สวนพยานหลักฐานหาข้อเท็จจริงก่อนเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธแต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้เรียกดาบตำรวจทวีปซึ่งเป็นพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาไต่สวนข้อเท็จจริง แต่ได้รับฟังบันทึกข้อความซึ่งดาบตำรวจทวีปบันทึกไว้ว่า ผู้ถูกกล่าวหานำแอมเฟตามีนซุกไว้ในข้าวกล่องเพื่อฝากให้ผู้กล่าวหาซึ่งถูกขังอยู่ บันทึกของดาบตำรวจทวีปดังกล่าวจึงอยู่ในความหมายของ "พยานบอกเล่า" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 และ ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าเว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตาม (1) และ (2) ของทั้งสองมาตรา กรณีตามข้อเท็จจริงนี้ไม่ปรากฏว่า มีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรประการใดที่ดาบตำรวจทวีปจะมาเป็นพยานต่อศาลไม่ได้ผู้เขียนจึงเห็นด้วยที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานบอกเล่ากรณีนี้รับฟังไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการพิจารณาคดีทั่วไป การวินิจฉัยในเรื่องพยานหลักฐานก็คงเป็นที่ยุติเพราะเมื่อเป็นการต่อสู้ในข้อเท็จจริงระหว่างคู่ความฝ่ายใดที่มีภาระการพิสูจน์หากคู่ความฝ่ายนั้นนำสืบพยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟัง หรือไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง คู่ความฝ่ายนั้นย่อมไม่มีโอกาสในการนำสืบใหม่เพื่อให้พยานหลักฐานของตนสมบูรณ์ ศาลย่อมต้องวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่ได้มีการนำสืบ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องการไต่สวนละเมิดอำนาจศาล การที่ศาลฎีกาคดีนี้วินิจฉัยไปถึงว่า เมื่อพยานหลักฐานฟังไม่ได้เพราะศาลชั้นต้นไต่สวนแต่พยานบอกเล่าซึ่งรับฟังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาไต่สวนใหม่ เช่นนี้ จึงเป็นปัญหาในทางวิชาการว่า การที่ศาลฎีกานำหลักเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานให้มีผลไปถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของศาลชั้นต้นนั้นจะมีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด