คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9134/2551 ฉบับเต็ม

#500396
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9134/2551 สำนักงานประจำศาลแขวง พิษณุโลก โจทก์ นางสาวภาวิณี บุญยิ้ม จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), มาตรา 33, มาตรา 95, มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 ผู้ถูกกล่าวหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ไต่สวนดาบตำรวจ ท. พยานของผู้กล่าวหา แล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามบันทึกข้อความเรื่องรายงานมีผู้กระทำความผิดในบริเวณศาลของดาบตำรวจ ท. ว่า ผู้ถูกกล่าวหานำข้าวกล่อง 2 กล่อง ซึ่งซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไปฝากให้ น. ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องหาของศาล ดังนี้ บันทึกข้อความดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่ายังรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 จึงพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2550 เวลากลางวัน นางสาวภาวิณีผู้ถูกกล่าวหา นำข้าวกล่อง 2 กล่อง ไปฝากให้นายนิธิศผู้ต้องหาในคดีอาญาหมายเลขดำที่พ.109/2550 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลชั้นต้นได้ตรวจข้างกล่องดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 เม็ด บรรจุในหลอดเครื่องดื่มปิดหัวท้ายซุกซ่อนอยู่ในกล่องข้าวดังกล่าวจึงรายงานต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 31 (3) และมาตรา 33 (ที่ถูก มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) จำคุก 2 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนดาบตำรวจทวีปพยานของผู้กล่าวหา แล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามบันทึกข้อความเรื่องรายงานมีผู้กระทำความผิดในบริเวณศาลฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2550 ของดาบตำรวจทวีปว่า ผู้ถูกกล่าวหานำข้าวกล่อง 2 กล่อง ซึ่งซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไปฝากให้นายนิธิศผู้ต้องหา ดังนี้ บันทึกข้อความดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่ายังรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบดวยกฎหมาย ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247" พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย-ธานิศ เกศวพิทักษ์-เฉลิมชัย ตันตยานนท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจึงต้องไต่สวนพยานหลักฐานหาข้อเท็จจริงก่อนเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธแต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้เรียกดาบตำรวจทวีปซึ่งเป็นพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาไต่สวนข้อเท็จจริง แต่ได้รับฟังบันทึกข้อความซึ่งดาบตำรวจทวีปบันทึกไว้ว่า ผู้ถูกกล่าวหานำแอมเฟตามีนซุกไว้ในข้าวกล่องเพื่อฝากให้ผู้กล่าวหาซึ่งถูกขังอยู่ บันทึกของดาบตำรวจทวีปดังกล่าวจึงอยู่ในความหมายของ "พยานบอกเล่า" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 และ ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าเว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตาม (1) และ (2) ของทั้งสองมาตรา กรณีตามข้อเท็จจริงนี้ไม่ปรากฏว่า มีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรประการใดที่ดาบตำรวจทวีปจะมาเป็นพยานต่อศาลไม่ได้ผู้เขียนจึงเห็นด้วยที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานบอกเล่ากรณีนี้รับฟังไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการพิจารณาคดีทั่วไป การวินิจฉัยในเรื่องพยานหลักฐานก็คงเป็นที่ยุติเพราะเมื่อเป็นการต่อสู้ในข้อเท็จจริงระหว่างคู่ความฝ่ายใดที่มีภาระการพิสูจน์หากคู่ความฝ่ายนั้นนำสืบพยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟัง หรือไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง คู่ความฝ่ายนั้นย่อมไม่มีโอกาสในการนำสืบใหม่เพื่อให้พยานหลักฐานของตนสมบูรณ์ ศาลย่อมต้องวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่ได้มีการนำสืบ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องการไต่สวนละเมิดอำนาจศาล การที่ศาลฎีกาคดีนี้วินิจฉัยไปถึงว่า เมื่อพยานหลักฐานฟังไม่ได้เพราะศาลชั้นต้นไต่สวนแต่พยานบอกเล่าซึ่งรับฟังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาไต่สวนใหม่ เช่นนี้ จึงเป็นปัญหาในทางวิชาการว่า การที่ศาลฎีกานำหลักเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานให้มีผลไปถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของศาลชั้นต้นนั้นจะมีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
500396
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006295"
    }
}
date
2551
deka_no
9134/2551
deka_running_no
9134
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "เฉลิมชัย ตันตยานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 31 (1)",
            "ม. 33",
            "ม. 95",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "สำนักงานประจำศาลแขวง"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พิษณุโลก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวภาวิณี บุญยิ้ม"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2550 เวลากลางวัน นางสาวภาวิณีผู้ถูกกล่าวหา นำข้าวกล่อง 2 กล่อง ไปฝากให้นายนิธิศผู้ต้องหาในคดีอาญาหมายเลขดำที่พ.109/2550 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลชั้นต้นได้ตรวจข้างกล่องดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 เม็ด บรรจุในหลอดเครื่องดื่มปิดหัวท้ายซุกซ่อนอยู่ในกล่องข้าวดังกล่าวจึงรายงานต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 31 (3) และมาตรา 33 (ที่ถูก มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) จำคุก 2 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล และผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนดาบตำรวจทวีปพยานของผู้กล่าวหา แล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามบันทึกข้อความเรื่องรายงานมีผู้กระทำความผิดในบริเวณศาลฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2550 ของดาบตำรวจทวีปว่า ผู้ถูกกล่าวหานำข้าวกล่อง 2 กล่อง ซึ่งซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด ไปฝากให้นายนิธิศผู้ต้องหา ดังนี้ บันทึกข้อความดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่ายังรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบดวยกฎหมาย ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจึงต้องไต่สวนพยานหลักฐานหาข้อเท็จจริงก่อนเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธแต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้เรียกดาบตำรวจทวีปซึ่งเป็นพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาไต่สวนข้อเท็จจริง แต่ได้รับฟังบันทึกข้อความซึ่งดาบตำรวจทวีปบันทึกไว้ว่า ผู้ถูกกล่าวหานำแอมเฟตามีนซุกไว้ในข้าวกล่องเพื่อฝากให้ผู้กล่าวหาซึ่งถูกขังอยู่ บันทึกของดาบตำรวจทวีปดังกล่าวจึงอยู่ในความหมายของ "พยานบอกเล่า" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 และ ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าเว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตาม (1) และ (2) ของทั้งสองมาตรา กรณีตามข้อเท็จจริงนี้ไม่ปรากฏว่า มีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรประการใดที่ดาบตำรวจทวีปจะมาเป็นพยานต่อศาลไม่ได้ผู้เขียนจึงเห็นด้วยที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานบอกเล่ากรณีนี้รับฟังไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการพิจารณาคดีทั่วไป การวินิจฉัยในเรื่องพยานหลักฐานก็คงเป็นที่ยุติเพราะเมื่อเป็นการต่อสู้ในข้อเท็จจริงระหว่างคู่ความฝ่ายใดที่มีภาระการพิสูจน์หากคู่ความฝ่ายนั้นนำสืบพยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟัง หรือไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง คู่ความฝ่ายนั้นย่อมไม่มีโอกาสในการนำสืบใหม่เพื่อให้พยานหลักฐานของตนสมบูรณ์ ศาลย่อมต้องวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่ได้มีการนำสืบ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องการไต่สวนละเมิดอำนาจศาล การที่ศาลฎีกาคดีนี้วินิจฉัยไปถึงว่า เมื่อพยานหลักฐานฟังไม่ได้เพราะศาลชั้นต้นไต่สวนแต่พยานบอกเล่าซึ่งรับฟังไม่ได้ การไต่สวนของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาไต่สวนใหม่ เช่นนี้ จึงเป็นปัญหาในทางวิชาการว่า การที่ศาลฎีกานำหลักเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานให้มีผลไปถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของศาลชั้นต้นนั้นจะมีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000590.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551