คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8460/2551 ฉบับเต็ม

#500439
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8460/2551 นายแว้น จันทร์ศรี โดยนายมนัส มีจั่นทอง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นางไล้ วิจารณ์ โดยนางสาวบุญฟื้น วิจารณ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1364, มาตรา 1754 ก่อน ช. กับ ห. จะมาอยู่กินกันฉันสามีภริยาต่างมีบุตรมาก่อนแล้ว โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของ ช. จึงมีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ช. ส่วนจำเลยเป็นบุตรและเป็นผู้รับพินัยกรรมของ ห. ซึ่งยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ห. ให้แก่จำเลย ดังนี้ การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ฟ้องจำเลยเพื่อขอให้แบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย จึงมิใช่คดีมรดก จะนำอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 มาใช้หาได้ไม่ ห. ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้จำเลย หลังจาก ห. ถึงแก่กรรมจำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ห. ตามพินัยกรรมดังกล่าวโดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของ ช. ที่โจทก์รับโอนมาในฐานะผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทอีกส่วนหนึ่งเป็นของ ช. ที่ตกทอดแก่ทายาทของ ช. รวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1364 ได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนแล้ว จึงต้องเป็นไปตามนั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ผู้ตายกับจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 259 (ที่ถูก 295) ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา คนละครึ่ง โจทก์มีความประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน และบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ 2 ไร่ 3 งาน 84.5 ตารางวา หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและหากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินตามฟ้อง เดิมที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองซึ่งมีชื่อนางหมา เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์เป็นบุตรของนายช่วง กับนางมูลไม่ทราบชื่อสกุล ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมากับนายไทย ต่อมานายช่วงกับนางหมาอยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางบุญสมกับนางสาวสร้อย ต่อมาที่ดินพิพาทได้มีการออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นางหมาจึงใส่ชื่อของนายช่วงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองร่วมกับนางหมาหลังจากนายช่วงถึงแก่กรรม นางหมา จำเลย และนางสาวสร้อย ร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง จากนั้นนางหมาและนางสาวสร้อยถึงแก่กรรม ทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงตกทอดแก่จำเลยผู้เดียวและนับตั้งแต่นายช่วงถึงแก่กรรมโจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว และไม่เคยฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกของนายช่วงจากจำเลยและนางสาวสร้อย คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 295 ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวสาลี บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตและมีคำพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จริงได้ ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ นางสาวสาลีเป็นเพียงทายาทโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ปกครองที่พิพาทหรือมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนายช่วงแต่อย่างใดไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่อนุญาตให้นางสาวสาลีเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ยกฎีกาโจทก์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ก่อนแล้ว ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว มีนายมนัส ทายาทของนายช่วง เจ้ามรดก และเป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของนายช่วงยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่กรรม นางสาวบุญฟื้น ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายช่วง และนางหมา อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางบุญสม กับนางสาวสร้อย โจทก์เป็นบุตรของนายช่วงที่เกิดจากภริยาเดิมของนายช่วง ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมาที่เกิดจากสามีเดิมของนางหมา นายช่วงและนางหมามีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนายช่วงถึงแก่กรรมก่อนนางหมา โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายช่วงแล้วโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายช่วงมาเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ต่อมานางหมาถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นบุตรของนางหมาจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนางหมามาเป็นของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของนายช่วงจึงมีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายช่วงส่วนจำเลยเป็นผู้รับพินัยกรรมของนางหมา ซึ่งยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาให้แก่จำเลย ดังนี้ การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วงฟ้องจำเลยเพื่อขอให้แบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย จึงมิใช่คดีมรดก จะนำอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาใช้หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นเนื้อที่และตามรูปแผนที่ที่ดินพิพาทท้ายคำฟ้องให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งได้หรืไม่ ซึ่งในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นแล้วศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เห็นว่า นางหมาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาให้จำเลยหลังจากนางหมาถึงแก่กรรมจำเลยยังไปรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาตามพินัยกรรมดังกล่าว โดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของนายช่วงที่โจทก์รับโอนมาในฐานะผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทอีกส่วนหนึ่งเป็นของนายช่วงที่ตกทอดแก่ทายาทของนายช่วง รวมทั้งโจทก์ด้วยโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนแล้ว จึงต้องเป็นไปตามนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-พิทยา บุญชู-สิทธิชัย พรหมศร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
500439
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006755"
    }
}
date
2551
deka_no
8460/2551
deka_running_no
8460
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา",
    "พิทยา บุญชู",
    "สิทธิชัย พรหมศร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1364",
            "ม. 1754"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายแว้น จันทร์ศรี โดยนายมนัส มีจั่นทอง"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางไล้ วิจารณ์ โดยนางสาวบุญฟื้น วิจารณ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ผู้ตายกับจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 259 (ที่ถูก 295) ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา คนละครึ่ง โจทก์มีความประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน และบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ 2 ไร่ 3 งาน 84.5 ตารางวา หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและหากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินตามฟ้อง เดิมที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองซึ่งมีชื่อนางหมา เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์เป็นบุตรของนายช่วง กับนางมูลไม่ทราบชื่อสกุล ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมากับนายไทย ต่อมานายช่วงกับนางหมาอยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางบุญสมกับนางสาวสร้อย ต่อมาที่ดินพิพาทได้มีการออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นางหมาจึงใส่ชื่อของนายช่วงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองร่วมกับนางหมาหลังจากนายช่วงถึงแก่กรรม นางหมา จำเลย และนางสาวสร้อย ร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง จากนั้นนางหมาและนางสาวสร้อยถึงแก่กรรม ทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงตกทอดแก่จำเลยผู้เดียวและนับตั้งแต่นายช่วงถึงแก่กรรมโจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว และไม่เคยฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกของนายช่วงจากจำเลยและนางสาวสร้อย คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 295 ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวสาลี บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตและมีคำพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จริงได้ ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ นางสาวสาลีเป็นเพียงทายาทโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ปกครองที่พิพาทหรือมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนายช่วงแต่อย่างใดไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่อนุญาตให้นางสาวสาลีเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ยกฎีกาโจทก์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ก่อนแล้ว ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว มีนายมนัส ทายาทของนายช่วง เจ้ามรดก และเป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของนายช่วงยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่กรรม นางสาวบุญฟื้น ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายช่วง และนางหมา อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางบุญสม กับนางสาวสร้อย โจทก์เป็นบุตรของนายช่วงที่เกิดจากภริยาเดิมของนายช่วง ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมาที่เกิดจากสามีเดิมของนางหมา นายช่วงและนางหมามีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนายช่วงถึงแก่กรรมก่อนนางหมา โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายช่วงแล้วโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายช่วงมาเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง ต่อมานางหมาถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นบุตรของนางหมาจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนางหมามาเป็นของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของนายช่วงจึงมีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายช่วงส่วนจำเลยเป็นผู้รับพินัยกรรมของนางหมา ซึ่งยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาให้แก่จำเลย ดังนี้ การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วงฟ้องจำเลยเพื่อขอให้แบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย จึงมิใช่คดีมรดก จะนำอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาใช้หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นเนื้อที่และตามรูปแผนที่ที่ดินพิพาทท้ายคำฟ้องให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งได้หรืไม่ ซึ่งในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นแล้วศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เห็นว่า นางหมาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาให้จำเลยหลังจากนางหมาถึงแก่กรรมจำเลยยังไปรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนางหมาตามพินัยกรรมดังกล่าว โดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของนายช่วงที่โจทก์รับโอนมาในฐานะผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทอีกส่วนหนึ่งเป็นของนายช่วงที่ตกทอดแก่ทายาทของนายช่วง รวมทั้งโจทก์ด้วยโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนแล้ว จึงต้องเป็นไปตามนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000594.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551