คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 119/2552 ฉบับเต็ม

#501306
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 119/2552 นางทวน คงเจริญ โจทก์ นางลูกจันทร์ สวนรัตน์ หรือสวมรัตน์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1350 ป.พ.พ. มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้น จะเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินแปลงอื่นหาได้ไม่ทั้งกฎหมายก็หาได้กำหนดถึงการสิ้นสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไว้แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และบริวารจะได้ใช้ที่ดินของ บ. เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นที่ดินที่ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินของโจทก์ ตามมาตรา 1350 ดังกล่าวหมดไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจากที่ดินของจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7276 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7427 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว (บางคล้า) จังหวัดฉะเชิงเทรา เดิมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันของนายยก กับนางตุ๊ดหรือน้อย ต่อมาบุคคลทั้งสองแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงแล้วต่างยกให้บุตรคือนางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้เนื่องจากที่ดินของจำเลยขวางกั้นทางด้านทิศตะวันออก จำเลยและนายมงคลจึงตกลงให้โจทก์ทำถนนผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 3 เมตร ยาว 24 เมตร เพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2541 จำเลยปิดกั้นทางดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามที่ขึงขวางทางพิพาทและต้นไม้ที่ปลูกบนทางพิพาทออก กับปรับปรุงทางพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้เอง ห้ามจำเลยกับบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาท และให้จำเลยจดทะเบียนทางจำเป็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นของบิดามารดานางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ตามลำดับ ไม่ได้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ มารดาโจทก์ และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ใช้ที่ดินของนางบุญชูหรือชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตลอดมาต่อมาโจทก์และบริวารขออนุญาตจำเลยและสามีจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย ซึ่งโจทก์และบริวารสามารถออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของนางบุญชูได้อยู่แล้ว โจทก์ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามและต้นไม้ออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมีทางออกสู่ทางสาธาณะ ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปิดทางพิพาท โจทก์และบริวารจึงไม่สามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าโจทก์และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีการแบ่งแยกที่ดินกันแล้ว โดยโจทก์และบริวารใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ สิทธเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 จึงหมดไปแล้ว โจทก์ชอบที่จะไปเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของนางบุญชูเท่านั้น โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของจำเลยได้ไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้นจะเรียกร้องเอาทางเดินผ่านตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ไว้แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และบริวารจะได้ใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะดังจำเลยอ้าง ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามมาตรา 1350 ดังกล่าวหมดไปไม่ โจทก์จึงมีสินธิเรียกร้องเอาทางพิพาทเป็นทางจำเป็นที่ดินของจำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่นออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์ (ดิเรก อิงคนินันท์-ธนฤกษ์ นิติเศรณี-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501306
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005278"
    }
}
date
2552
deka_no
119/2552
deka_running_no
119
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "ธนฤกษ์ นิติเศรณี",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1350"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางทวน คงเจริญ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางลูกจันทร์ สวนรัตน์ หรือสวมรัตน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7276 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7427 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว (บางคล้า) จังหวัดฉะเชิงเทรา เดิมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันของนายยก กับนางตุ๊ดหรือน้อย ต่อมาบุคคลทั้งสองแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงแล้วต่างยกให้บุตรคือนางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้เนื่องจากที่ดินของจำเลยขวางกั้นทางด้านทิศตะวันออก จำเลยและนายมงคลจึงตกลงให้โจทก์ทำถนนผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 3 เมตร ยาว 24 เมตร เพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2541 จำเลยปิดกั้นทางดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามที่ขึงขวางทางพิพาทและต้นไม้ที่ปลูกบนทางพิพาทออก กับปรับปรุงทางพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้เอง ห้ามจำเลยกับบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาท และให้จำเลยจดทะเบียนทางจำเป็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นของบิดามารดานางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ตามลำดับ ไม่ได้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ มารดาโจทก์ และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ใช้ที่ดินของนางบุญชูหรือชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตลอดมาต่อมาโจทก์และบริวารขออนุญาตจำเลยและสามีจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย ซึ่งโจทก์และบริวารสามารถออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของนางบุญชูได้อยู่แล้ว โจทก์ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามและต้นไม้ออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมีทางออกสู่ทางสาธาณะ ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปิดทางพิพาท โจทก์และบริวารจึงไม่สามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าโจทก์และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีการแบ่งแยกที่ดินกันแล้ว โดยโจทก์และบริวารใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ สิทธเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 จึงหมดไปแล้ว โจทก์ชอบที่จะไปเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของนางบุญชูเท่านั้น โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของจำเลยได้ไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้นจะเรียกร้องเอาทางเดินผ่านตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ไว้แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และบริวารจะได้ใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะดังจำเลยอ้าง ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามมาตรา 1350 ดังกล่าวหมดไปไม่ โจทก์จึงมีสินธิเรียกร้องเอาทางพิพาทเป็นทางจำเป็นที่ดินของจำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่นออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000581.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552