คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14800/2551 ฉบับเต็ม

#501325
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14800/2551 นางลมัย โพธิ์เกตุ โจทก์ นายทองอยู่ เฟื่องรัตน์ ผู้ร้อง นางสุชาดา เฟื่องรัตน์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 264, มาตรา 287 เมื่อทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส อันเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดและขายทอดตลาดได้ทั้งแปลง ผู้ร้องคงมีสิทธิขอกันส่วนของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเท่านั้น จึงไม่สมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้อง โดยให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ในระหว่างการอุทธรณ์ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 425,343 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11096 ตำบลนรสิงห์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 หนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ขอให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ร้องยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยทำเป็นคำร้องซึ่งไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาโดยไม่สั่งให้ผู้ร้องแก้ไขจึงอนุโลมให้ถือว่าเป็นฎีกาที่สั่งรับมาโดยชอบ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า สมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างอุทธรณ์หรือไม่ โดยผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องขอกันส่วนว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 และหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ขอให้ศาลมีคำสั่งกันที่ดินส่วนของผู้ร้องไว้นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง แต่เมื่อทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส อันเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดและขายทอดตลาดได้ทั้งแปลง ผู้ร้องคงมีสิทธิขอกันส่วนของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเท่านั้น จึงไม่สมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องโดยให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อิศเรศ ชัยรัตน์-สถิตย์ ทาวุฒิ-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501325
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005505"
    }
}
date
2551
deka_no
14800/2551
deka_running_no
14800
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "อิศเรศ ชัยรัตน์",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 264",
            "ม. 287"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางลมัย โพธิ์เกตุ"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายทองอยู่ เฟื่องรัตน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสุชาดา เฟื่องรัตน์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 425,343 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11096 ตำบลนรสิงห์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 หนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ขอให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยทำเป็นคำร้องซึ่งไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาโดยไม่สั่งให้ผู้ร้องแก้ไขจึงอนุโลมให้ถือว่าเป็นฎีกาที่สั่งรับมาโดยชอบ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า สมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างอุทธรณ์หรือไม่ โดยผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องขอกันส่วนว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 และหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ขอให้ศาลมีคำสั่งกันที่ดินส่วนของผู้ร้องไว้นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง แต่เมื่อทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรส อันเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดและขายทอดตลาดได้ทั้งแปลง ผู้ร้องคงมีสิทธิขอกันส่วนของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเท่านั้น จึงไม่สมควรมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องโดยให้ระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000583.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551