คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14887/2551 ฉบับเต็ม

#501330
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14887/2551 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริอโยธยา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5), มาตรา 193/34 (1) กรณีผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 191/34 (1) บัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองนั้น คำว่า "กิจการของฝ่ายลูกหนี้" หาได้มีความหมายจำกัดเพียงว่า ต้องเป็นการซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายอีกต่อหนึ่งหรือต้องเป็นการซื้อวัตถุดิบมาเพื่อผลิตเป็นสินค้าเท่านั้นไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะของการประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นกรณีไป จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมโรงสีข้าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ขายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่า เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) แห่ง ป.พ.พ. ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 501,007.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 398,052.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในวงเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ในวงเงิน 20,000 บาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาทำนองเดียวกันว่า สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าตามฟ้องมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะใช้อายุความ 5 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า กรณีผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) บัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองนั้น คำว่า "กิจการของฝ่ายลูกหนี้" หาได้มีความหมายจำกัดเพียงว่า ต้องเป็นการซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายอีกต่อหนึ่งหรือต้องเป็นการซื้อวัตถุดิบมาเพื่อผลิตเป็นสินค้าดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเท่านั้นไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะของการประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นกรณีไป คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการอุตสาหกรรมโรงสีข้าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิเสธ และให้การยอมรับตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการโรงสีข้าวของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำฟ้องและคำให้การแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมโรงสีข้าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอ้างว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อการดังกล่าวอีกไม่ได้ ส่วนที่ 3 ก็รับมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานในการทำงานของเครื่องจักรกล การที่โจทก์ขายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยที่ 1 ในกรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่า เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แต่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า การคำนวณเรียกเก็บค่าไฟฟ้าเพิ่มของโจทก์ไม่ถูกต้อง พนักงานของโจทก์มิได้อ่านหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าผิดพลาด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานของโจทก์จดเลขหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ตกไป 1 หลัก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 ถึงเดือนพฤษภาคม 2542 มีค่าไฟฟ้าที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 398,052.29 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งเป็นประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรับฟังมานั้นไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ดังนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในฎีกาอีกหาได้ไม่ เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-ชาลี ทัพภวิมล-คำนวน เทียมสอาด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ศาสตราจารย์ศักดิ์ เขียนในคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นิติบรรณการ ว่า กรณี ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ได้แก่ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรมผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ให้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ทดรองไป เว้นแต่ เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ตามปกติสิทธิเรียกร้องเหล่านี้มีกำหนดอายุความ 2 ปี เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นคือ เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้เอง จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) เช่น ลูกหนี้ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการค้าไปจำหน่ายในร้านค้าของตน ลูกหนี้ซื้อรถยนต์จากโรงงานผลิตรถยนต์ไปใช้ให้เช่าในกิจการให้เช่ารถยนต์ของตน แต่ถ้าลูกหนี้ซื้อสินค้าไปใช้ส่วนตัวหรือซื้อรถยนต์ไปใช้ขับขี่ส่วนตัว ย่อมมิใช่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง คำพิพากษาศาลฎีกานี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมโรงสีข้าวซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ไปใช้ในอุตสาหกรรมโรงสีข้าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของฝ่ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้เอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ก่อนหน้านี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ตัวอย่างเช่น 1. แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ก็ตาม แต่ความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) บัญญัติกรณีเป็นข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปีไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งต้องพิจารณาถึงกิจการของลูกหนี้ว่าประกอบกิจการประเภทใดเป็นกรณีไป การที่จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสารโดยที่จำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อหรือนำไปใช้ผลิตสินค้าหรือจำหน่ายหรือไม่ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2549) 2. จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปั๊มน้ำมันจากโจทก์มาเพื่อประกอบเข้ากับมอเตอร์และอุปกรณ์อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตแล้วนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้า อันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำไปใช้ในกิจการของลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2548) ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกำหนดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) 1. การไฟฟ้านครหลวงโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เป็นผู้ประกอบการค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าเป็นค่าสินค้าเกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8887/2543) 2. จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือประกอบกิจการเพื่อรับจ้างทำของให้ทำการโฆษณาสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) เมื่อตามใบแจ้งหนี้ระบุวันที่ครบกำหนดชำระไว้เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2539 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายในกำหนด 2 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1629/2546) กำพล ษมาคุณากร
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501330
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005501"
    }
}
date
2551
deka_no
14887/2551
deka_running_no
14887
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "คำนวน เทียมสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/33 (5)",
            "ม. 193/34 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริอโยธยา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 501,007.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 398,052.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในวงเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ในวงเงิน 20,000 บาท

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาทำนองเดียวกันว่า สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าตามฟ้องมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะใช้อายุความ 5 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า กรณีผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) บัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองนั้น คำว่า "กิจการของฝ่ายลูกหนี้" หาได้มีความหมายจำกัดเพียงว่า ต้องเป็นการซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายอีกต่อหนึ่งหรือต้องเป็นการซื้อวัตถุดิบมาเพื่อผลิตเป็นสินค้าดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเท่านั้นไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะของการประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นกรณีไป คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการอุตสาหกรรมโรงสีข้าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิเสธ และให้การยอมรับตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการโรงสีข้าวของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำฟ้องและคำให้การแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมโรงสีข้าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอ้างว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อการดังกล่าวอีกไม่ได้ ส่วนที่ 3 ก็รับมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานในการทำงานของเครื่องจักรกล การที่โจทก์ขายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยที่ 1 ในกรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่า เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แต่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า การคำนวณเรียกเก็บค่าไฟฟ้าเพิ่มของโจทก์ไม่ถูกต้อง พนักงานของโจทก์มิได้อ่านหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าผิดพลาด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานของโจทก์จดเลขหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ตกไป 1 หลัก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 ถึงเดือนพฤษภาคม 2542 มีค่าไฟฟ้าที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 398,052.29 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งเป็นประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรับฟังมานั้นไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ดังนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในฎีกาอีกหาได้ไม่ เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ศาสตราจารย์ศักดิ์ เขียนในคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นิติบรรณการ ว่า กรณี ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ได้แก่ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรมผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ให้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ทดรองไป เว้นแต่ เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ตามปกติสิทธิเรียกร้องเหล่านี้มีกำหนดอายุความ 2 ปี เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นคือ เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้เอง จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) เช่น ลูกหนี้ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการค้าไปจำหน่ายในร้านค้าของตน ลูกหนี้ซื้อรถยนต์จากโรงงานผลิตรถยนต์ไปใช้ให้เช่าในกิจการให้เช่ารถยนต์ของตน แต่ถ้าลูกหนี้ซื้อสินค้าไปใช้ส่วนตัวหรือซื้อรถยนต์ไปใช้ขับขี่ส่วนตัว ย่อมมิใช่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง คำพิพากษาศาลฎีกานี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมโรงสีข้าวซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ไปใช้ในอุตสาหกรรมโรงสีข้าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของฝ่ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้เอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ก่อนหน้านี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ตัวอย่างเช่น 1. แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ก็ตาม แต่ความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) บัญญัติกรณีเป็นข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปีไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งต้องพิจารณาถึงกิจการของลูกหนี้ว่าประกอบกิจการประเภทใดเป็นกรณีไป การที่จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสารโดยที่จำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อหรือนำไปใช้ผลิตสินค้าหรือจำหน่ายหรือไม่ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2549) 2. จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปั๊มน้ำมันจากโจทก์มาเพื่อประกอบเข้ากับมอเตอร์และอุปกรณ์อื่นผลิตเป็นปั๊มเซตแล้วนำออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้า อันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำไปใช้ในกิจการของลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2548) ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกำหนดอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) 1. การไฟฟ้านครหลวงโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เป็นผู้ประกอบการค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าเป็นค่าสินค้าเกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8887/2543) 2. จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือประกอบกิจการเพื่อรับจ้างทำของให้ทำการโฆษณาสินค้า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) เมื่อตามใบแจ้งหนี้ระบุวันที่ครบกำหนดชำระไว้เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2539 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายในกำหนด 2 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1629/2546) กำพล ษมาคุณากร
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000583.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551