คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2552 ฉบับเต็ม

#501332
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2552 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ นายธงชัย สุขทวี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน หรือแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ โดยไม่ได้กล่าวว่าครั้งแรกจำเลยแจ้งข้อความว่าอย่างไร และมิได้บรรยายว่าการแจ้งข้อความอย่างไหนเป็นความเท็จ อย่างไหนเป็นความจริง หรือความจริงเป็นอย่างไร เมื่อโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาว่าข้อความใดเป็นความเท็จก็ยากที่จำเลยจะต่อสู้ได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งให้พันตำรวจโทจรัล และร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัยอันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และได้สืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อยุติว่าร้อยตำรวจตรีสนวน รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธร อำเภอห้วยผึ้ง มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ให้จดข้อความดังกล่าวในบันทึกถ้อยคำพยานซึ่งเป็นเอกสารราชการ อันมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ซึ่งความจริงร้อยตำรวจตรีสนวน มิได้สั่งให้จำเลยกระทำการดังนั้น ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุง กับพวกในฐานะคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย อันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายปฏิบัติหน้าที่สอบสวนทางวินัย อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ให้จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกถ้อยคำพยานอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนมิได้มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์มอบให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ ซึ่งการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความดังกล่าว อาจทำให้พันตำรวจโทจรัลและร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ผู้อื่น หรือ ประชาชนเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267,90 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 3 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เห็นว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และจำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการแรกจึงมีว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน หรือแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการมานั้น คงได้ความแต่เพียงว่าเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 จำเลยแจ้งแก่พันตำรวจโทจรัล ร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในฐานะคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อยุติว่าร้อยตำรวจตรีสนวน รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้วยผึ้งมีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้หรือไม่ ให้จดข้อความ โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อความอย่างไร เพียงแต่ระบุว่า "ซึ่งความจริงร้อยตำรวจตรีสนวน มิได้สั่งการให้จำเลยกระทำการดังนั้น" แล้วต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 จำเลยได้แจ้งข้อความแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุง กับพวก ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกรณีร้อยตำรวจตรีสนวนกระทำผิดวินัยดังกล่าวหรือไม่ ว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนไม่ได้มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ เมื่อไม่ปรากฎว่าครั้งแรกจำเลยแจ้งข้อความว่าอย่างไร และฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าการแจ้งข้อความอย่างไหนเป็นความเท็จ อย่างไหนเป็นความจริง หรือความจริงเป็นอย่างไรเมื่อโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาว่าข้อความใดเป็นความเท็จเช่นนี้แล้ว ก็ยากที่จำเลยจะต่อสู้ได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดี และไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องที่ไม่ชอบได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์-สนอง เล่าศรีวรกต) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501332
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082004247"
    }
}
date
2552
deka_no
1583/2552
deka_running_no
1583
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "สนอง เล่าศรีวรกต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธงชัย สุขทวี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งให้พันตำรวจโทจรัล และร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัยอันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และได้สืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อยุติว่าร้อยตำรวจตรีสนวน รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธร อำเภอห้วยผึ้ง มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ให้จดข้อความดังกล่าวในบันทึกถ้อยคำพยานซึ่งเป็นเอกสารราชการ อันมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ซึ่งความจริงร้อยตำรวจตรีสนวน มิได้สั่งให้จำเลยกระทำการดังนั้น ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุง กับพวกในฐานะคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย อันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายปฏิบัติหน้าที่สอบสวนทางวินัย อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ให้จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกถ้อยคำพยานอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนมิได้มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์มอบให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ ซึ่งการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความดังกล่าว อาจทำให้พันตำรวจโทจรัลและร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ผู้อื่น หรือ ประชาชนเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267,90

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 3 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เห็นว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และจำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการแรกจึงมีว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน หรือแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการมานั้น คงได้ความแต่เพียงว่าเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 จำเลยแจ้งแก่พันตำรวจโทจรัล ร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในฐานะคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อยุติว่าร้อยตำรวจตรีสนวน รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้วยผึ้งมีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้หรือไม่ ให้จดข้อความ โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อความอย่างไร เพียงแต่ระบุว่า "ซึ่งความจริงร้อยตำรวจตรีสนวน มิได้สั่งการให้จำเลยกระทำการดังนั้น" แล้วต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 จำเลยได้แจ้งข้อความแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุง กับพวก ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกรณีร้อยตำรวจตรีสนวนกระทำผิดวินัยดังกล่าวหรือไม่ ว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนไม่ได้มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ เมื่อไม่ปรากฎว่าครั้งแรกจำเลยแจ้งข้อความว่าอย่างไร และฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าการแจ้งข้อความอย่างไหนเป็นความเท็จ อย่างไหนเป็นความจริง หรือความจริงเป็นอย่างไรเมื่อโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาว่าข้อความใดเป็นความเท็จเช่นนี้แล้ว ก็ยากที่จำเลยจะต่อสู้ได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดี และไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องที่ไม่ชอบได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000572.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552