คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2552 ฉบับเต็ม

#501345
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2552 บริษัทออร์เนท เอสดีโอ จำกัด โจทก์ นางอารุณ เหมดนสี จำกัด จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 220 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมเมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า กรณีดังกล่าวทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป พิพากษายืน ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2547 จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนโรจนะ-อยุธยา รวม 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,128,133 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,135,541 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,260,879 บาท และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,260,879 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อเช็คทั้งสี่ฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย และเช็คสั่งจ่ายผิดปกติ การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว เมื่อคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ 442/2548 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศาลพิพากษาตามยอมกรณีถือได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า กรณีดังกล่าวทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปพิพากษายืน ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาโจทก์ (บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย-ธานิศ เกศวพิทักษ์-สิงห์พล ละอองมณี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมในหนี้ค่าซื้อสินค้าซึ่งเป็นมูลหนี้ในการออกเช็คพิพาท ศาลชั้นต้นถือว่าเป็นการยอมความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า เป็นการทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ซึ่งที่ถูกศาลต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงถือตามที่ถูกต้องได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 220 ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501345
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082004128"
    }
}
date
2552
deka_no
1827/2552
deka_running_no
1827
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "สิงห์พล ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 220"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทออร์เนท เอสดีโอ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางอารุณ เหมดนสี จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2547 จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนโรจนะ-อยุธยา รวม 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,128,133 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,135,541 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,260,879 บาท และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2547 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,260,879 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อเช็คทั้งสี่ฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย และเช็คสั่งจ่ายผิดปกติ การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว เมื่อคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ 442/2548 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศาลพิพากษาตามยอมกรณีถือได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า กรณีดังกล่าวทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปพิพากษายืน ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมในหนี้ค่าซื้อสินค้าซึ่งเป็นมูลหนี้ในการออกเช็คพิพาท ศาลชั้นต้นถือว่าเป็นการยอมความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า เป็นการทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ซึ่งที่ถูกศาลต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงถือตามที่ถูกต้องได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 220 ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000571.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552