คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 233/2552 ฉบับเต็ม

#501346
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 233/2552 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ พลทหารไพสิทธิ์หรือบิ๊ก ห้วยหงษ์ทอง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม มารดาผู้เสียหายเบิกความว่า ประมาณเดือนธันวาคม 2541 ช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานไม่พบผู้เสียหายทั้ง ๆ ที่วันดังกล่าวผู้เสียหายก็อยู่ช่วยพยานขายขนมบัวลอย จนกระทั่งเวลา 24 นาฬิกา พยานเลิกขายของกลับบ้านแล้ว ผู้เสียหายจึงกลับไปพบพยาน พยานสอบถามผู้เสียหายว่าไปไหนมาผู้เสียหายบอกว่าไปกับเพื่อน แต่พยานไม่เชื่อจึงสอบถามผู้เสียหาย ต่อมาอีกประมาณ 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายจึงยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่าถูกจำเลย กับพวกข่มขืน เมื่อทราบเรื่องดังกล่าว พยานจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ศ. วันที่ผู้เสียหายกับมารดาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนคือวันที่ 7 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ศ. ได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์ ว. ผลปรากฎว่ามีการร่วมเพศไม่เกิน 3 วันผ่านมา และผู้เสียหายยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เคยร่วมประเวณีกับใครมาก่อน หลังจากเกิดเหตุแล้วจนถึงวันที่ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายผู้เสียหายไม่ได้ร่วมประเวณีกับใคร เหตุคดีนี้จึงเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2542 ไม่ใช่ในระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ตามฟ้องโจทก์ จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการอยู่ที่โรงเรียน ก. จำเลยไม่ได้ลาออกไปข้างนอกโดยมีเรืออากาศเอก น. นายทหารประจำโรงเรียน ก. มาเบิกความสนับสนุนและส่งเอกสารสำเนาบัญชีคุมการจำหน่ายเวลาปฏิบัติราชการของจำเลยเป็นพยานด้วย โจทก์ฟ้องผิดวันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แม้ว่าข้อแตกต่างนี้จะเป็นเพียงรายละเอียด แต่การที่ฟ้องผิดวันไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ จึงต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2526 เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ กับนางนัยนา ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองพันทหารอากาศโยธิน โรงเรียนการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า บิดามารดาผู้เสียหายประกอบอาชีพขายขนมบัวลอย ในช่วงดังกล่าวผู้เสียหายไม่ได้เรียนหนังสือโดยช่วยบิดามารดาขายของ ระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายแอ๋งซึ่งผู้เสียหายรู้จักมาก่อนเข้ามารับประทานขนมบัวลอยกับเพื่อน ต่อมานายแอ๋งชวนผู้เสียหายไปนั่งรถจักรยานยนต์เล่นบริเวณสนามจันทร์ผู้เสียหายตกลงไปด้วย เมื่อไปถึงสนามจันทร์ผู้เสียหายพบจำเลยกับพวกอีกประมาณ 4 คน ขับรถจักรยานยนต์รวม 2 คัน ผู้เสียหายไม่เคยเห็นจำเลยกับพวกมาก่อนยกเว้นนายบู้ ต่อมาจำเลยได้ฉุดผู้เสียหายขึ้นรถจักรยานยนต์พาไปข่มขืนกระทำชำเราที่ห้องหมายเลข 4 โรงแรมซันย่า เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้ว พวกของจำเลยมีนายนคร นายบู้ และนายเตี้ยได้ข่มขืนกระทำชำเราต่อจนสำเร็จความใคร่ทุกคนโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายออกไปขายขนมบัวลอยตามปกติร่วมกับบิดามารดาผู้เสียหาย จำเลย นายนครกับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าร้านได้เร่งเครื่องรวมทั้งเยาะเย้ยผู้เสียหาย 2 ถึง 3 วันหลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ ผู้เสียหายรู้สึกปวดท้องและเจ็บอวัยวะเพศจึงเล่าเรื่องให้มารดาฟัง มารดาผู้เสียหายพาไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปชี้ที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำแผนที่เกิดเหตุไว้ เห็นว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ทำเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2542 นายแพทย์วศิน แพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ในวันที่ 7 มกราคม 2542 นางนัยนามารดาผู้เสียหายเบิกความว่า ประมาณเดือนธันวาคม 2541 ช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานไม่พบผู้เสียหายทั้ง ๆ ที่วันดังกล่าวผู้เสียหายก็อยู่ช่วยพยานขายขนมบัวลอย จนกระทั่งเวลา 24 นาฬิกา พยานเลิกขายของกลับบ้านแล้ว ผู้เสียหายจึงกลับไปพบพยาน พยานสอบถามผู้เสียหายว่าไปไหนมา ผู้เสียหายบอกว่าไปกับเพื่อน แต่พยานไม่เชื่อจึงสอบถามผู้เสียหาย ต่อมาอีกประมาณ 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายจึงยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวพยานจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม วันที่ผู้เสียหายกับมารดาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนคือวันที่ 7 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์วศินว่า พยานได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายโดยนำน้ำจากช่องคลอดส่งห้องปฏิบัติการเคมีเพื่อตรวจหาสารแอซิดฟอสฟาเทส ปรากฏว่าเป็นผลบวก ซึ่งแสดงว่ามีการร่วมเพศไม่เกิน 3 วันผ่านมา และผู้เสียหายยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เคยร่วมประเวณีกับใครมาก่อน หลังจากเกิดเหตุแล้วจนถึงวันที่ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายผู้เสียหายไม่ได้ร่วมประเวณีกับใคร เหตุคดีนี้จึงเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2542 ไม่ใช่ในระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ตามฟ้องโจทก์ จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการอยู่ที่โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จำเลยไม่ได้ลาออกไปข้างนอก โดยมีเรืออากาศเอกนิรันดร์นายทหารประจำโรงเรียนการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ อำเภอกำแพงแสน มาเบิกความสนับสนุนและส่งเอกสารสำเนาบัญชีคุมการจำหน่ายเวลาปฏิบัติราชการของจำเลยเป็นพยานด้วย โจทก์ฟ้องผิดวันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แม้ว่าข้อแตกต่างนี้จะเป็นเพียงรายละเอียด แต่การที่ฟ้องผิดวันไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ จึงต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง (เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง-สมศักดิ์ จันทรา-เอกชัย ชินณพงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยในส่วนของข้อเท็จจริงที่ปรากฎในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับเวลากระทำความผิด โดยอาศัยหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นในเรื่องการห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำของตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม โดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าวันกระทำความผิดของจำเลยตามที่พิจารณาได้ความเกิดขึ้นหลังวันกระทำความผิดตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ เป็นการฟ้องผิดวันไปประมาณ 1 เดือน ปกติแล้วข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลากระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ถือว่าข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด แต่เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้อ้างฐานที่อยู่กรณีเช่นนี้ต้องรับฟังว่าข้อที่โจทก์ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดที่จะลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ชั้นพิจารณาพยานโจทก์ปากสำคัญที่ทำให้ศาลรับฟังเวลากระทำความผิดในชั้นพิจารณาแตกต่างจากเวลาที่โจทก์บรรยายฟ้องก็คือแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่เบิกความว่ามีการนำน้ำจากข่องคลอดไปตรวจหาสารแอซิดฟอสฟาเทส ปรากฏว่าผลเป็นบวกซึ่งแสดงว่ามีการร่วมเพศไม่เกิน 3 วัน ผ่านมา ซึ่งวันที่แพทย์ตรวจร่างการผู้เสียหายห่างจากวันเกิดเหตุตามฟ้องประมาณ 1 เดือน เป็นเหตุให้ศาลไม่เชื่อคำเบิกความผู้เสียหายที่เบิกความยืนยันวันกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้อง แต่เชื่อคำเบิกความของแพทย์ว่าวันกระทำความผิดที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังวันกระทำความผิดที่ระบุในฟ้องซึ่งคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลกระทบต่อคดีของคนร้ายที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกระทำผิดกับจำเลยและยังหลบหนีอยู่ หากภายหลังพวกของจำเลยถูกจับกุมได้ จะเป็นต้นแบบสำคัญให้ผู้เกี่ยวข้องในการทำสำนวนคดีนำไปพิจารณา รวมทั้งในคดีอื่นที่เป็นคดีประเภทเดียวกัน ควรจะพิจารณารายงานการตรวจร่างกายของแพทย์ประกอบการวินิจิฉัยสั่งคดีถึงวันกระทำผิดที่แท้จริง เนื่องจากในบางครั้งผู้เสียหายอาจสับสนจนจำวันกระทำผิดของคนร้ายคลาดเคลื่อนไป จะได้ไม่เป็นช่องว่างให้ผู้กระทำผิดรอดพ้นจากคดีไปด้วยเทคนิคของกฎหมาย อาคม รุ่งแจ้ง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501346
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005163"
    }
}
date
2552
deka_no
233/2552
deka_running_no
233
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง",
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "เอกชัย ชินณพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พลทหารไพสิทธิ์หรือบิ๊ก ห้วยหงษ์ทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2526 เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ กับนางนัยนา ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองพันทหารอากาศโยธิน โรงเรียนการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า บิดามารดาผู้เสียหายประกอบอาชีพขายขนมบัวลอย ในช่วงดังกล่าวผู้เสียหายไม่ได้เรียนหนังสือโดยช่วยบิดามารดาขายของ ระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายแอ๋งซึ่งผู้เสียหายรู้จักมาก่อนเข้ามารับประทานขนมบัวลอยกับเพื่อน ต่อมานายแอ๋งชวนผู้เสียหายไปนั่งรถจักรยานยนต์เล่นบริเวณสนามจันทร์ผู้เสียหายตกลงไปด้วย เมื่อไปถึงสนามจันทร์ผู้เสียหายพบจำเลยกับพวกอีกประมาณ 4 คน ขับรถจักรยานยนต์รวม 2 คัน ผู้เสียหายไม่เคยเห็นจำเลยกับพวกมาก่อนยกเว้นนายบู้ ต่อมาจำเลยได้ฉุดผู้เสียหายขึ้นรถจักรยานยนต์พาไปข่มขืนกระทำชำเราที่ห้องหมายเลข 4 โรงแรมซันย่า เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้ว พวกของจำเลยมีนายนคร นายบู้ และนายเตี้ยได้ข่มขืนกระทำชำเราต่อจนสำเร็จความใคร่ทุกคนโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายออกไปขายขนมบัวลอยตามปกติร่วมกับบิดามารดาผู้เสียหาย จำเลย นายนครกับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าร้านได้เร่งเครื่องรวมทั้งเยาะเย้ยผู้เสียหาย 2 ถึง 3 วันหลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 สัปดาห์ ผู้เสียหายรู้สึกปวดท้องและเจ็บอวัยวะเพศจึงเล่าเรื่องให้มารดาฟัง มารดาผู้เสียหายพาไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปชี้ที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำแผนที่เกิดเหตุไว้ เห็นว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ทำเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2542 นายแพทย์วศิน แพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ในวันที่ 7 มกราคม 2542 นางนัยนามารดาผู้เสียหายเบิกความว่า ประมาณเดือนธันวาคม 2541 ช่วงแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานไม่พบผู้เสียหายทั้ง ๆ ที่วันดังกล่าวผู้เสียหายก็อยู่ช่วยพยานขายขนมบัวลอย จนกระทั่งเวลา 24 นาฬิกา พยานเลิกขายของกลับบ้านแล้ว ผู้เสียหายจึงกลับไปพบพยาน พยานสอบถามผู้เสียหายว่าไปไหนมา ผู้เสียหายบอกว่าไปกับเพื่อน แต่พยานไม่เชื่อจึงสอบถามผู้เสียหาย ต่อมาอีกประมาณ 2 ถึง 3 วัน ผู้เสียหายจึงยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวพยานจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม วันที่ผู้เสียหายกับมารดาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนคือวันที่ 7 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์วศินว่า พยานได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายโดยนำน้ำจากช่องคลอดส่งห้องปฏิบัติการเคมีเพื่อตรวจหาสารแอซิดฟอสฟาเทส ปรากฏว่าเป็นผลบวก ซึ่งแสดงว่ามีการร่วมเพศไม่เกิน 3 วันผ่านมา และผู้เสียหายยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายไม่เคยร่วมประเวณีกับใครมาก่อน หลังจากเกิดเหตุแล้วจนถึงวันที่ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายผู้เสียหายไม่ได้ร่วมประเวณีกับใคร เหตุคดีนี้จึงเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2542 ไม่ใช่ในระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 ตามฟ้องโจทก์ จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าในช่วงเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยรับราชการเป็นทหารกองประจำการอยู่ที่โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จำเลยไม่ได้ลาออกไปข้างนอก โดยมีเรืออากาศเอกนิรันดร์นายทหารประจำโรงเรียนการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ อำเภอกำแพงแสน มาเบิกความสนับสนุนและส่งเอกสารสำเนาบัญชีคุมการจำหน่ายเวลาปฏิบัติราชการของจำเลยเป็นพยานด้วย โจทก์ฟ้องผิดวันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แม้ว่าข้อแตกต่างนี้จะเป็นเพียงรายละเอียด แต่การที่ฟ้องผิดวันไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ จึงต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยในส่วนของข้อเท็จจริงที่ปรากฎในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับเวลากระทำความผิด โดยอาศัยหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นในเรื่องการห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำของตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม โดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าวันกระทำความผิดของจำเลยตามที่พิจารณาได้ความเกิดขึ้นหลังวันกระทำความผิดตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ เป็นการฟ้องผิดวันไปประมาณ 1 เดือน ปกติแล้วข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลากระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ถือว่าข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด แต่เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้อ้างฐานที่อยู่กรณีเช่นนี้ต้องรับฟังว่าข้อที่โจทก์ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดที่จะลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ชั้นพิจารณาพยานโจทก์ปากสำคัญที่ทำให้ศาลรับฟังเวลากระทำความผิดในชั้นพิจารณาแตกต่างจากเวลาที่โจทก์บรรยายฟ้องก็คือแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่เบิกความว่ามีการนำน้ำจากข่องคลอดไปตรวจหาสารแอซิดฟอสฟาเทส ปรากฏว่าผลเป็นบวกซึ่งแสดงว่ามีการร่วมเพศไม่เกิน 3 วัน ผ่านมา ซึ่งวันที่แพทย์ตรวจร่างการผู้เสียหายห่างจากวันเกิดเหตุตามฟ้องประมาณ 1 เดือน เป็นเหตุให้ศาลไม่เชื่อคำเบิกความผู้เสียหายที่เบิกความยืนยันวันกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้อง แต่เชื่อคำเบิกความของแพทย์ว่าวันกระทำความผิดที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังวันกระทำความผิดที่ระบุในฟ้องซึ่งคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลกระทบต่อคดีของคนร้ายที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกระทำผิดกับจำเลยและยังหลบหนีอยู่ หากภายหลังพวกของจำเลยถูกจับกุมได้ จะเป็นต้นแบบสำคัญให้ผู้เกี่ยวข้องในการทำสำนวนคดีนำไปพิจารณา รวมทั้งในคดีอื่นที่เป็นคดีประเภทเดียวกัน ควรจะพิจารณารายงานการตรวจร่างกายของแพทย์ประกอบการวินิจิฉัยสั่งคดีถึงวันกระทำผิดที่แท้จริง เนื่องจากในบางครั้งผู้เสียหายอาจสับสนจนจำวันกระทำผิดของคนร้ายคลาดเคลื่อนไป จะได้ไม่เป็นช่องว่างให้ผู้กระทำผิดรอดพ้นจากคดีไปด้วยเทคนิคของกฎหมาย อาคม รุ่งแจ้ง
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000580.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552