คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2552 ฉบับเต็ม

#501547
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2552 ห้างหุ้นส่วนจำกัดวังเกษตร นิลระตะพัฒนา โจทก์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง จำเลย นายชาติชายหรือสมชาย นิลระตะ จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 1087 ป.วิ.พ. มาตรา 57 จำเลยร่วมมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ จำเลยร่วมจึงเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดซึ่งจะต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนและผลแห่งคำพิพากษาหรือข้อเท็จจริงในคดีผูกพันบังคับแก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีโดยตรงในคดีที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องแย้งให้รับผิดตามสัญญา จำเลยจึงมีอำนาจยื่นคำร้องและชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีให้ร่วมรับผิดกับโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งได้ บทบัญญัติ ป.พ.พ.มาตรา 563 ที่ว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่า ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่านั้นเป็นการบังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เช่ายอมส่งมอบที่ดินที่เช่าคืน แต่ตามฟ้องแย้งจำเลยที่ให้โจทก์และจำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ย่อมไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน ๙๙,๙๘๕,๘๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินที่เช่าจำนวน ๑,๐๐๐ ไร่ ในสภาพเรียบร้อยให้แก่จำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน๒๙๙,๙๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจากการที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าในอัตราปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายจากการที่โจทก์กรีดเก็บน้ำยางพาราในอัตราปีละ ๒๑๖,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่จำเลย ระหว่างพิจารณา จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายชาติชายหรือสมชาย หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์เข้ามาเป็นคู่ความ โดยจำเลยขอถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งและคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลยเปรียบเสมือนหนึ่งเป็นคำฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เรียกนายชาติชายเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ข) โจทก์ยื่นคำให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยร่วมให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลย จำเลยร่วมเป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยร่วมพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินที่เช่าทั้งหมดคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย ให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายให้จำเลยจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท และให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการที่โจทก์และจำเลยร่วมยังอยู่ในที่ดินที่เช่าปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายจากการที่โจทก์และจำเลยร่วมกรีดและเก็บน้ำยางพาราในอัตราปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ จำเลยร่วมและบริวารจะออกไปจากที่ดินที่เช่า และให้โจทก์จำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์และจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยร่วมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำกิจการแทนโจทก์ โจทก์เช่าที่ดินหมู่ที่ 3 ตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเสษ จังหวัดตรัง จากจำเลยเพื่อทำสวนยาง เนื้อที่ 1,077ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา มีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2566 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมในประการแรกมีว่า จำเลยมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยโดยให้ร่วมรับผิดกับโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ จำเลยร่วมจึงเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดซึ่งจะต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนและผลแห่งคำพิพากษาหรือข้อเท็จจริงในคดีผูกพันบังคับแก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีโดยตรงในคดีที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องแย้งให้รับผิดฐานผิดสัญญา จำเลยจึงมีอำนาจยื่นคำร้องและชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีให้ร่วมรับผิดกับโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งได้ ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มิได้ เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดในคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วสรุปความว่า โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้น คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้ชัดแจ้งว่า มีอยู่อย่างไร คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และโจทก์สมควรจะชนะคดีเพราะเหตุใด คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ดังนั้น ปัญหาเรื่องโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่ และจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ โจทก์ฎีกาในปัญหานี้ซึ่งเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ขึ้นมาอีก จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมต่อไปมีว่า โจทก์และจำเลยร่วม จะต้องรับผิดตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ปลูกต้นยางพาราไม่เต็มเนื้อที่ ๑,๐๐๐ ไร่ และตัดฟันต้นไม้กระยาเลยซึ่งเป็นไม้ยืนต้นในที่ดินที่เช่าอันเป็นการผิดสัญญาเช่าข้อ ๑ และข้อ ๕ ตามเอกสารสัญญาเช่า โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าและจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์มีหน้าที่จะต้องคืนที่ดินที่เช่าให้จำเลย เมื่อโจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่า จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์และจำเลยร่วม และเรียกให้ชำระค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์ได้ สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการเอาที่ดินที่เช่าออกให้ผู้อื่นเช่าซึ่งจำเลยคิดค่าเช่าปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยคิดเป็นเงินค่าเช่าเท่ากับที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยอยู่แล้ว จึงเป็นจำนวนที่พอสมควร ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์และจำเลยร่วมกรีดยางพาราในที่ดินที่เช่า ทำให้จำเลยเสียประโยชน์นับแต่วันเลิกสัญญากันนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์และจำเลยร่วมชดใช้ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันเลิกสัญญาจนกว่าโจทก์และจำเลยร่วมจะส่งมอบที่ดินที่เช่าทั้งหมดให้จำเลยนั้นเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกมานั้นขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๓ บัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ซึ่งเป็นการบังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เช่ายอมส่งมอบที่ดินที่เช่าคืน แต่ตามฟ้องแย้งจำเลยที่ให้โจทก์และจำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องยังไม่พ้นกำหนด ๑๐ ปี ย่อมไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของโจทก์และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นสมควรให้เป็นพับ (ศิริชัย จิระบุญศรี-ศุภชัย สมเจริญ-ณรงค์ ธนะปกรณ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501547
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005160"
    }
}
date
2552
deka_no
270/2552
deka_running_no
270
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ศิริชัย จิระบุญศรี",
    "ศุภชัย สมเจริญ",
    "ณรงค์ ธนะปกรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 1087"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดวังเกษตร นิลระตะพัฒนา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "นายชาติชายหรือสมชาย นิลระตะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน ๙๙,๙๘๕,๘๕๐ บาท

พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินที่เช่าจำนวน ๑,๐๐๐ ไร่ ในสภาพเรียบร้อยให้แก่จำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน๒๙๙,๙๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจากการที่โจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่าในอัตราปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายจากการที่โจทก์กรีดเก็บน้ำยางพาราในอัตราปีละ ๒๑๖,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายชาติชายหรือสมชาย หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์เข้ามาเป็นคู่ความ โดยจำเลยขอถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งและคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลยเปรียบเสมือนหนึ่งเป็นคำฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เรียกนายชาติชายเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ข)

โจทก์ยื่นคำให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลย จำเลยร่วมเป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยร่วมพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินที่เช่าทั้งหมดคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย ให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายให้จำเลยจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท และให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการที่โจทก์และจำเลยร่วมยังอยู่ในที่ดินที่เช่าปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายจากการที่โจทก์และจำเลยร่วมกรีดและเก็บน้ำยางพาราในอัตราปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ จำเลยร่วมและบริวารจะออกไปจากที่ดินที่เช่า และให้โจทก์จำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยร่วมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำกิจการแทนโจทก์ โจทก์เช่าที่ดินหมู่ที่ 3 ตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเสษ จังหวัดตรัง จากจำเลยเพื่อทำสวนยาง เนื้อที่ 1,077ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา มีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2566

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมในประการแรกมีว่า จำเลยมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยโดยให้ร่วมรับผิดกับโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ จำเลยร่วมจึงเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดซึ่งจะต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนและผลแห่งคำพิพากษาหรือข้อเท็จจริงในคดีผูกพันบังคับแก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีโดยตรงในคดีที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องแย้งให้รับผิดฐานผิดสัญญา จำเลยจึงมีอำนาจยื่นคำร้องและชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีให้ร่วมรับผิดกับโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งได้ ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มิได้

เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดในคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วสรุปความว่า โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้น คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้ชัดแจ้งว่า มีอยู่อย่างไร คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และโจทก์สมควรจะชนะคดีเพราะเหตุใด คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ดังนั้น ปัญหาเรื่องโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่ และจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ โจทก์ฎีกาในปัญหานี้ซึ่งเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ขึ้นมาอีก จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมต่อไปมีว่า โจทก์และจำเลยร่วม

จะต้องรับผิดตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ปลูกต้นยางพาราไม่เต็มเนื้อที่ ๑,๐๐๐ ไร่ และตัดฟันต้นไม้กระยาเลยซึ่งเป็นไม้ยืนต้นในที่ดินที่เช่าอันเป็นการผิดสัญญาเช่าข้อ ๑ และข้อ ๕ ตามเอกสารสัญญาเช่า โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าและจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์มีหน้าที่จะต้องคืนที่ดินที่เช่าให้จำเลย เมื่อโจทก์ยังคงอยู่ในที่ดินที่เช่า จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์และจำเลยร่วม และเรียกให้ชำระค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์ได้ สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการเอาที่ดินที่เช่าออกให้ผู้อื่นเช่าซึ่งจำเลยคิดค่าเช่าปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยคิดเป็นเงินค่าเช่าเท่ากับที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยอยู่แล้ว จึงเป็นจำนวนที่พอสมควร ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์และจำเลยร่วมกรีดยางพาราในที่ดินที่เช่า ทำให้จำเลยเสียประโยชน์นับแต่วันเลิกสัญญากันนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์และจำเลยร่วมชดใช้ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันเลิกสัญญาจนกว่าโจทก์และจำเลยร่วมจะส่งมอบที่ดินที่เช่าทั้งหมดให้จำเลยนั้นเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกมานั้นขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๓ บัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ซึ่งเป็นการบังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เช่ายอมส่งมอบที่ดินที่เช่าคืน แต่ตามฟ้องแย้งจำเลยที่ให้โจทก์และจำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องยังไม่พ้นกำหนด ๑๐ ปี ย่อมไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของโจทก์และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเห็นสมควรให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000580.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552