คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2553 ฉบับเต็ม

#501608
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2553 พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง โจทก์ นาง พ. ในฐานะส่วนตัวและ ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ก. โจทก์ร่วม พระสุชิน คำสอนหรือนายสุชิน คำสอน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1), มาตรา 44/1 ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ก็ตาม เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง เป็นเงินคนละ 15,000 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม และฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 ปรากฏตามใบมรณะบัตรท้ายคำแถลง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ (พันวะสา บัวทอง-นวลน้อย ผลทวี-พิศล พิรุณ) ศาลจังหวัดปากพนัง - นายชัยศักดิ์ คงฤทธิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทวี ประจวบลาภ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1490/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501608
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดปากพนัง",
        "judge": "นายชัยศักดิ์ คงฤทธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายทวี ประจวบลาภ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995588"
    }
}
date
2553
deka_no
6576/2553
deka_running_no
6576
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พันวะสา บัวทอง",
    "นวลน้อย ผลทวี",
    "พิศล พิรุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (1)",
            "ม. 44/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นาง พ. ในฐานะส่วนตัวและ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พระสุชิน คำสอนหรือนายสุชิน คำสอน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง เป็นเงินคนละ 15,000 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม และฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 ปรากฏตามใบมรณะบัตรท้ายคำแถลง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000496.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1490/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553