คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2552 ฉบับเต็ม

#501629
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2552 พนักงานอัยการ โจทก์ สำนักงานอัยการสูงสุด นางสาวหทัยชนก จุโลทก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 188, มาตรา 265 การที่จำเลยกับพวกร่วมกันไปเอาเสียซึ่งหนังสือเดินทางประเทศออสเตรเลียและปลอมหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว โดยนำรูปถ่ายของจำเลยมาติดแทนภาพของผู้มีชื่อในหนังสือเดินทาง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจอนุญาตให้คนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อให้จำเลยออกนอกราชอาณาจักร ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2549 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกได้ร่วมกันเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหายและไร้ประโยชน์ซึ่งหนังสือเดินทางประเทศออสเตรเลีย หมายเลข L 1155259 ระบุชื่อ SOMSAMORN ซึ่งสถานทูตออสเตรเลียออกให้แก่ผู้มีชื่อดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ประชาชน และสถานทูตออสเตรเลีย ต่อมาจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมหนังสือเดินทางดังกล่าว โดยนำรูปถ่ายของจำเลยมาติดแทนภาพของผู้มีชื่อในหนังสือเดินทางเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่สถานทูตออสเตรเลียออกให้แก่จำเลยจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สถานทูตออสเตรเลีย พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ และประชาชนที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจอนุญาตให้คนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีข้อความภาษาอังกฤษกำกับแสดงความหมายว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ ผู้ใช้รหัส A1299 ในหน้าที่ 4 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่ารอยตราประทับดังกล่าวเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองหนังสือเดินทางกระทรวงการต่างประเทศ พนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ และประชาชนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมหนังสือเดินทางดังกล่าว เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 188, 264, 265 และให้ริบหนังสือเดินทางของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, วรรคแรก, 265 ประกอบมาตรา 83 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นจำคุก 6 เดือน ฐานปลอมเอกสารกับฐานปลอมเอกสารราชการ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันเอาไปเสียซึ่งหนังสือเดินทางประเทศออสเตรเลียและปลอมหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว โดยนำรูปถ่ายของจำเลยมาติดแทนภาพของผู้มีชื่อในหนังสือเดินทาง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจอนุญาตให้คนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อให้จำเลยออกนอกราชอาณาจักรความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย-ธานิศ เกศวพิทักษ์-สิงห์พล ละอองมณี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมหนังสือเดินทางระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2549 ขณะนั้น พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2550 ซึ่งให้เพิ่มบทบัญญัติในหมวด 5 ความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางยังไม่ใช้บังคับ พนักงานอัยการจึงไม่ได้ฟ้องข้อหาปลอมหนังสือเดินทาง ตาม ป.อ. มาตรา 269/8 แต่ถ้าผู้ใดกระทำความผิดเช่นเดียวกับคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2550 ซึ่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2550 ใช้บังคับแล้ว การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดข้อหาปลอมหนังสือเดินทางตาม ป.อ. มาตรา 269/8 ด้วยอีกบทหนึ่ง ซึ่งจะเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501629
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082004574"
    }
}
date
2552
deka_no
1094/2552
deka_running_no
1094
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "สิงห์พล ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 188",
            "ม. 265"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวหทัยชนก จุโลทก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2549 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกได้ร่วมกันเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหายและไร้ประโยชน์ซึ่งหนังสือเดินทางประเทศออสเตรเลีย หมายเลข L 1155259 ระบุชื่อ SOMSAMORN ซึ่งสถานทูตออสเตรเลียออกให้แก่ผู้มีชื่อดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ประชาชน และสถานทูตออสเตรเลีย ต่อมาจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมหนังสือเดินทางดังกล่าว โดยนำรูปถ่ายของจำเลยมาติดแทนภาพของผู้มีชื่อในหนังสือเดินทางเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่สถานทูตออสเตรเลียออกให้แก่จำเลยจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สถานทูตออสเตรเลีย พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ และประชาชนที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจอนุญาตให้คนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีข้อความภาษาอังกฤษกำกับแสดงความหมายว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ ผู้ใช้รหัส A1299 ในหน้าที่ 4 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่ารอยตราประทับดังกล่าวเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองหนังสือเดินทางกระทรวงการต่างประเทศ พนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ และประชาชนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมหนังสือเดินทางดังกล่าว เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 188, 264, 265 และให้ริบหนังสือเดินทางของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, วรรคแรก, 265 ประกอบมาตรา 83 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นจำคุก 6 เดือน ฐานปลอมเอกสารกับฐานปลอมเอกสารราชการ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันเอาไปเสียซึ่งหนังสือเดินทางประเทศออสเตรเลียและปลอมหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว โดยนำรูปถ่ายของจำเลยมาติดแทนภาพของผู้มีชื่อในหนังสือเดินทาง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจอนุญาตให้คนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อให้จำเลยออกนอกราชอาณาจักรความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมหนังสือเดินทางระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2549 ขณะนั้น พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2550 ซึ่งให้เพิ่มบทบัญญัติในหมวด 5 ความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางยังไม่ใช้บังคับ พนักงานอัยการจึงไม่ได้ฟ้องข้อหาปลอมหนังสือเดินทาง ตาม ป.อ. มาตรา 269/8 แต่ถ้าผู้ใดกระทำความผิดเช่นเดียวกับคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2550 ซึ่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2550 ใช้บังคับแล้ว การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดข้อหาปลอมหนังสือเดินทางตาม ป.อ. มาตรา 269/8 ด้วยอีกบทหนึ่ง ซึ่งจะเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000575.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552