คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 206/2552 ฉบับเต็ม

#501679
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 206/2552 นายวิชิต แสงทอง กับพวก โจทก์ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148, มาตรา 249 คดีก่อนจำเลยที่ 2 คดีนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะโจทก์คดีดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตาม พ.ร.บหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยมีบริษัท ว. เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการจัดตั้งเป็นกองทุนรวม ได้มอบให้ อ. ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขาย ตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ อ. ซื้อมารวมถึงมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง ที่จำเลยที่ 2 นำมาฟ้องโจทก์ทั้งสองให้รับผิด และต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมจึงได้ให้สัตยาบันการกระทำของ อ. จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสองให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล และไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเพราะมิได้มอบให้ อ. ทำการซื้อขายแทน ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดและยอมรับว่าเป็นหนี้จำลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวจริง ดังนี้ ข้อต่อสู้ดังกล่าวรวมถึงข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ที่ว่าการซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยทั้งสองขัดต่อกฎหมาย และ ม. ไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาซื้อขายแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในคดีก่อนที่จะนำมาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 เมื่อโจทก์ทั้งสองต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ในประเด็นที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนสิทธิจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22946 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ให้โจทก์ทั้งสองคัดสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 11107/2543 ของศาลแพ่งเสนอต่อศาลภายใน 15 วัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขคดีดำที่ 11107/2543 หรือคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่ง ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) ประมูลซื้อสินทรัพย์มาโดยชอบ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวเป็นคดีนี้ ทั้งๆ ที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่งและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีหมายเลขดำที่ 11107/2543 ต่อศาลแพ่งให้โจทก์ทั้งสองรับผิดตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 2 ประมูลซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองรบผิดต่อจำเลยที่ 2 และคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่ง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ดังกล่าวหรือไม่ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 กับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีนี้ได้ความว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 จำเลยที่ 2 คดีนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะโจทก์คดีดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการจัดตั้งเป็นกองทุนรวม ได้มอบให้นายเอลดริจ ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขายตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่นายเอลดริจ ซื้อมารวมถึงมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง ที่จำเลยที่ 2 นำมาฟ้องโจทก์ทั้งสองให้ต้องรับผิด และต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมจึงได้ให้สัตยาบันการกระทำของนายเอลดริจ จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล และไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเพราะมิได้มอบให้นายเอลดริจ ทำการซื้อขายแทนแต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดและยอมรับว่าเป็นหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอยู่จริง ดังนี้ ข้อต่อสู้ดังกล่าวรวมถึงข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ที่ว่าการซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยทั้งสองขัดต่อกฎหมายและนายมนตรี ไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาซื้อขายแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในคดีก่อนที่จะนำมาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และเมื่อโจทก์ทั้งสองต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ในประเด็นที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1จึงไม่มีสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สนอง เล่าศรีวรกต-บุญรอด ตันประเสริฐ-เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 เป็นข้อต้องห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน การที่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนสละข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนฟ้องอ้างว่ารับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อโจทก์อันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจาก ปรส. ข้อต่อสู้ของโจทก์ที่สละแล้วในคดีก่อนดังกล่าวจึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนเท่ากับศาลยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอันจะต้องด้วยกรณีเป็นฟ้องซ้ำ ข้อวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ที่ว่าเป็นฟ้องซ้ำ น่าจะมีข้อโต้แย้งได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อต่อสู้ของโจทก์ที่สละไปในคดีก่อน เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ยอมรับในคดีก่อนว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโอนหนี้ที่โจทก์ต้องชำระดังกล่าวมาจาก ปรส. จำเลยที่ 1 จริง และศาลในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 แล้ว คำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อน รวมทั้งข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องในคดีก่อนที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับโอนหนี้สินที่โจทก์ต้องชำระมาจาก ปรส. จึงมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 โจทก์ย่อมไม่อาจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ที่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 รับโอนมานั้นเป็นคดีนี้อีกได้ ฎีกานี้ จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงว่า บางกรณีเป็นเรื่องคำพิพากษาผูกพันแต่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ มิใช่ว่าคดีที่คำพิพากษาถึงที่สุดผูกพันคู่ความแล้วหากคู่ความนำมาฟ้องกันใหม่จะต้องเป็นฟ้องซ้ำเสมอไป อนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนสินทรัพย์หนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดมาโดยไม่ชอบ โจทก์ก็ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งโอนสินทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ด้วยดุจกัน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501679
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005263"
    }
}
date
2552
deka_no
206/2552
deka_running_no
206
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สนอง เล่าศรีวรกต",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิชิต แสงทอง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนสิทธิจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22946 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ให้โจทก์ทั้งสองคัดสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 11107/2543 ของศาลแพ่งเสนอต่อศาลภายใน 15 วัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขคดีดำที่ 11107/2543 หรือคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) ประมูลซื้อสินทรัพย์มาโดยชอบ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวเป็นคดีนี้ ทั้งๆ ที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่งและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีหมายเลขดำที่ 11107/2543 ต่อศาลแพ่งให้โจทก์ทั้งสองรับผิดตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 2 ประมูลซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองรบผิดต่อจำเลยที่ 2 และคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ของศาลแพ่ง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 ดังกล่าวหรือไม่ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 กับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีนี้ได้ความว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 4751/2545 จำเลยที่ 2 คดีนี้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะโจทก์คดีดังกล่าวจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการจัดตั้งเป็นกองทุนรวม ได้มอบให้นายเอลดริจ ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขายตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่นายเอลดริจ ซื้อมารวมถึงมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง ที่จำเลยที่ 2 นำมาฟ้องโจทก์ทั้งสองให้ต้องรับผิด และต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมจึงได้ให้สัตยาบันการกระทำของนายเอลดริจ จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล และไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเพราะมิได้มอบให้นายเอลดริจ ทำการซื้อขายแทนแต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดและยอมรับว่าเป็นหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอยู่จริง ดังนี้ ข้อต่อสู้ดังกล่าวรวมถึงข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ที่ว่าการซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพระหว่างจำเลยทั้งสองขัดต่อกฎหมายและนายมนตรี ไม่มีอำนาจลงนามในสัญญาซื้อขายแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในคดีก่อนที่จะนำมาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และเมื่อโจทก์ทั้งสองต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ในประเด็นที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1จึงไม่มีสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 เป็นข้อต้องห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน การที่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนสละข้อต่อสู้ในเรื่องที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนฟ้องอ้างว่ารับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อโจทก์อันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจาก ปรส. ข้อต่อสู้ของโจทก์ที่สละแล้วในคดีก่อนดังกล่าวจึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนเท่ากับศาลยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอันจะต้องด้วยกรณีเป็นฟ้องซ้ำ ข้อวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ที่ว่าเป็นฟ้องซ้ำ น่าจะมีข้อโต้แย้งได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อต่อสู้ของโจทก์ที่สละไปในคดีก่อน เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ยอมรับในคดีก่อนว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโอนหนี้ที่โจทก์ต้องชำระดังกล่าวมาจาก ปรส. จำเลยที่ 1 จริง และศาลในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 แล้ว คำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อน รวมทั้งข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องในคดีก่อนที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับโอนหนี้สินที่โจทก์ต้องชำระมาจาก ปรส. จึงมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 โจทก์ย่อมไม่อาจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ที่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 รับโอนมานั้นเป็นคดีนี้อีกได้ ฎีกานี้ จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงว่า บางกรณีเป็นเรื่องคำพิพากษาผูกพันแต่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ มิใช่ว่าคดีที่คำพิพากษาถึงที่สุดผูกพันคู่ความแล้วหากคู่ความนำมาฟ้องกันใหม่จะต้องเป็นฟ้องซ้ำเสมอไป อนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนสินทรัพย์หนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดมาโดยไม่ชอบ โจทก์ก็ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งโอนสินทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ด้วยดุจกัน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000581.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552