คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2552 ฉบับเต็ม

#501849
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2552 พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ นายสมพรหรือแหม ปูเงิน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1), มาตรา 226/3 (2) คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ให้การว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่า ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยเป็นพยานบอกเล่าต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยได้พาอาวุธเหล็กปลายแหลมไปในหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นทางสาธารณะและหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ใช้อาวุธเหล็กปลายแหลมที่พาติดตัวแทงนายปรีชา ผู้เสียหายหลายครั้งถูกบริเวณกระดูกสะบักขวาและต้นแขนซ้าย จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากอาวุธไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เพราะผู้เสียหายพยายามป้องกันตัวมิให้จำเลยแทงซ้ำ อีกทั้งผู้เสียหายได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายคงได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเท่านั้น เหตุเกิดที่ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 289, 371 จำเลยให้การรับว่า พาอาวุธเหล็กปลายแหลมติดตัวไปในทางสาธารณะและหมู่บ้าน และได้ใช้อาวุธเหล็กปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้เสียหายจริง แต่จำเลยแทงโดยมีเจตนาทำร้าย มิได้มีเจตนาฆ่า และเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปีและปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีและปรับ 50 บาท ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงนายปรีชา ผู้เสียหายที่บริเวณกระดูกสะบักขวา 2 แผล และต้นแขนซ้าย 1 แผล เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจตามรายงานผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน วันเกิดเหตุจำเลยมายังที่เกิดเหตุแล้วนั่งพูดคุยกับผู้เสียหายและพวกประมาณครึ่งชั่วโมงจากนั้นจำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหาย 3 ครั้ง หากจำเลยตั้งใจจะใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายก่อนที่จะมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็น่าจะแทงผู้เสียหายในทันทีที่พบเห็นผู้เสียหายในที่เกิดเหตุ ทั้งก่อนที่จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายจำเลยได้ให้บุหรี่ผู้เสียหายสูบด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ส่วนที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่า ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยนั้น เห็นว่าเป็นพยานบอกเล่าต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2) พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษนั้น เห็นว่า จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายได้รับบาดแผล 3 แห่ง พฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร-สถิตย์ ทาวุฒิ-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2552 ฉบับนี้วินิจฉัยหลักกฎหมายเรื่องพยานบอกเล่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเดิมคำว่า "พยานบอกเล่า" ไม่มีคำนิยามไว้ในตัวบทกฎหมายไม่ว่าใน ป.วิ.พ. หรือ ป.วิ.อ. แต่ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วินิจฉัยตลอดมาว่า คำให้การของพยานในชั้นสอบสวน (ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของพยานหรือคำให้การของผู้ต้องหา) เป็นพยานบอกเล่า (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2527, 2544/2530, 590/2539, 1359/2543, 1324/2546, 148/2548 เป็นต้น) ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาเหล่านี้ก็ไม่ได้นิยามความหมายของพยานบอกเล่าไว้ เพียงแต่วินิจฉัยฟันธงไปว่าคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในเรื่องพยานบอกเล่า และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 226/3 ใน ป.วิ.อ. โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2551 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ให้คำนิยามของพยานบอกเล่าว่าหมายถึง "ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลหรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า" จากคำนิยามดังกล่าวคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนจึงอยู่ในความหมายของพยานบอกเล่า จึงอาจสรุปได้ว่า คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าทั้งตามความหมายในคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้เดิม และเป็นพยานบอกเล่าตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ที่แก้ไขใหม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2552 วินิจฉัยว่า "คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ให้การว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยเป็นพยานบอกเล่า" คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 แต่ในส่วนที่วินิจฉัยว่า "ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานบอกเล่าและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2)" นั้น มีข้อน่าพิจารณาเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมที่อ้างไว้ข้างต้นล้วนแต่ได้วินิจฉัยว่า ถึงแม้คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ศาลมีดุลพินิจจะรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2537) คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักน้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2532) คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนแม้เป็นพยานบอกเล่าแต่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้โดยถูกต้องทั้งให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน มีน้ำหนักรับฟังได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2539) คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนแม้จะเป็นพยานบอกเล่าก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้หาต้องห้ามมิให้รับฟังไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2546) จึงอาจสรุปได้ว่า ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า ซึ่งศาลใช้ดุลพินิจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง วางหลักกฎหมายไว้ว่า "ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ (1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ (2) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น" คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยว่า ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนไม่เข้าข้อยกเว้นทั้งตาม (1) และ (2) ของ ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง สำหรับ (2) นั้นคงไม่ต้องพิจารณาเพราะมีความชัดเจนอยู่ในตัวบทว่าต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองตรงมาเป็นพยานได้ แต่ผู้หมายเหตุเห็นว่าตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่น่าจะพิจารณาได้ว่าคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเข้าข้อยกเว้นตาม (1) เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการแก้ไขกฎหมายเรื่องพยานบอกเล่านั้นคงไม่มุ่งหมายที่จะไปลบล้างหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมที่ได้วินิจฉัยไว้ว่าศาลมีดุลพินิจรับฟังคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนได้ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการรับฟังพยานบอกเล่าประกอบพยานหลักฐานอื่นทั้งนี้ถ้าพิจารณากระบวนการได้มาซึ่งคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนก็จะเห็นได้ว่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 และมาตรา 134 ได้กำหนดในกระบวนการและวิธีการที่พนักงานสอบสวนจะต้องเตือนพยานและจะต้องปฏิบัติตามวิธีการที่กำหนดไว้ และที่สำคัญคือต้องแจ้งว่าคำให้การดังกล่าวสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่ควรจะต้องถือว่าคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนซึ่งเกิดจากกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตาม (1) คือ ตามสภาพลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่า ศาลเห็นว่าพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ผู้หมายเหตุจึงมีความเห็นว่าหากไปด่วนสรุปว่าคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน (ซึ่งย่อมเป็นพยานบอกเล่า) ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นใดๆ เลย นอกจากจะเป็นการลบล้างหลักกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมแล้ว ยังเป็นการไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของการเพิ่มเติม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ทั้งนี้เพราะการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวคงไม่มุ่งหวังให้กระบวนการสอบสวนปากคำพยานที่ ป.วิ.อ. บัญญัติรับรองไว้ในชั้นสอบสวนไม่มีความหมายเนื่องจากไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้อีกต่อไป ซึ่งการที่จะรับฟังคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนได้นั้น ศาลก็ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังอยู่แล้วทั้งนี้เพราะพยานบอกเล่ามีปัญหาเรื่องน้ำหนักตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 พรเพชร วิชิตชลชัย
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501849
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082004690"
    }
}
date
2552
deka_no
925/2552
deka_running_no
925
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226/3 วรรคสอง (1)",
            "ม. 226/3 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตรัง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมพรหรือแหม ปูเงิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยได้พาอาวุธเหล็กปลายแหลมไปในหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นทางสาธารณะและหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ใช้อาวุธเหล็กปลายแหลมที่พาติดตัวแทงนายปรีชา ผู้เสียหายหลายครั้งถูกบริเวณกระดูกสะบักขวาและต้นแขนซ้าย จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากอาวุธไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เพราะผู้เสียหายพยายามป้องกันตัวมิให้จำเลยแทงซ้ำ อีกทั้งผู้เสียหายได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายคงได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเท่านั้น เหตุเกิดที่ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 289, 371

จำเลยให้การรับว่า พาอาวุธเหล็กปลายแหลมติดตัวไปในทางสาธารณะและหมู่บ้าน และได้ใช้อาวุธเหล็กปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้เสียหายจริง แต่จำเลยแทงโดยมีเจตนาทำร้าย มิได้มีเจตนาฆ่า และเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปีและปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีและปรับ 50 บาท ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงนายปรีชา ผู้เสียหายที่บริเวณกระดูกสะบักขวา 2 แผล และต้นแขนซ้าย 1 แผล เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจตามรายงานผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน วันเกิดเหตุจำเลยมายังที่เกิดเหตุแล้วนั่งพูดคุยกับผู้เสียหายและพวกประมาณครึ่งชั่วโมงจากนั้นจำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหาย 3 ครั้ง หากจำเลยตั้งใจจะใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายก่อนที่จะมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็น่าจะแทงผู้เสียหายในทันทีที่พบเห็นผู้เสียหายในที่เกิดเหตุ ทั้งก่อนที่จำเลยจะทำร้ายผู้เสียหายจำเลยได้ให้บุหรี่ผู้เสียหายสูบด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ส่วนที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่า ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยนั้น เห็นว่าเป็นพยานบอกเล่าต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2) พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษนั้น เห็นว่า จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายได้รับบาดแผล 3 แห่ง พฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2552 ฉบับนี้วินิจฉัยหลักกฎหมายเรื่องพยานบอกเล่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเดิมคำว่า "พยานบอกเล่า" ไม่มีคำนิยามไว้ในตัวบทกฎหมายไม่ว่าใน ป.วิ.พ. หรือ ป.วิ.อ. แต่ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วินิจฉัยตลอดมาว่า คำให้การของพยานในชั้นสอบสวน (ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของพยานหรือคำให้การของผู้ต้องหา) เป็นพยานบอกเล่า (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2527, 2544/2530, 590/2539, 1359/2543, 1324/2546, 148/2548 เป็นต้น) ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาเหล่านี้ก็ไม่ได้นิยามความหมายของพยานบอกเล่าไว้ เพียงแต่วินิจฉัยฟันธงไปว่าคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในเรื่องพยานบอกเล่า และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 226/3 ใน ป.วิ.อ. โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2551 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ให้คำนิยามของพยานบอกเล่าว่าหมายถึง "ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลหรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า" จากคำนิยามดังกล่าวคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนจึงอยู่ในความหมายของพยานบอกเล่า จึงอาจสรุปได้ว่า คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าทั้งตามความหมายในคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้เดิม และเป็นพยานบอกเล่าตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ที่แก้ไขใหม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2552 วินิจฉัยว่า "คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ให้การว่าเหตุที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมแทงผู้เสียหายเพราะจำเลยสืบทราบว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติของจำเลยเป็นพยานบอกเล่า" คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 แต่ในส่วนที่วินิจฉัยว่า "ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานบอกเล่าและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2)" นั้น มีข้อน่าพิจารณาเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมที่อ้างไว้ข้างต้นล้วนแต่ได้วินิจฉัยว่า ถึงแม้คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ศาลมีดุลพินิจจะรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2537) คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักน้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2532) คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนแม้เป็นพยานบอกเล่าแต่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้โดยถูกต้องทั้งให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน มีน้ำหนักรับฟังได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2539) คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนแม้จะเป็นพยานบอกเล่าก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้หาต้องห้ามมิให้รับฟังไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2546) จึงอาจสรุปได้ว่า ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า ซึ่งศาลใช้ดุลพินิจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง วางหลักกฎหมายไว้ว่า "ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ (1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ (2) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น" คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยว่า ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนไม่เข้าข้อยกเว้นทั้งตาม (1) และ (2) ของ ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง สำหรับ (2) นั้นคงไม่ต้องพิจารณาเพราะมีความชัดเจนอยู่ในตัวบทว่าต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองตรงมาเป็นพยานได้ แต่ผู้หมายเหตุเห็นว่าตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่น่าจะพิจารณาได้ว่าคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนเข้าข้อยกเว้นตาม (1) เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการแก้ไขกฎหมายเรื่องพยานบอกเล่านั้นคงไม่มุ่งหมายที่จะไปลบล้างหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมที่ได้วินิจฉัยไว้ว่าศาลมีดุลพินิจรับฟังคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนได้ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการรับฟังพยานบอกเล่าประกอบพยานหลักฐานอื่นทั้งนี้ถ้าพิจารณากระบวนการได้มาซึ่งคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนก็จะเห็นได้ว่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 และมาตรา 134 ได้กำหนดในกระบวนการและวิธีการที่พนักงานสอบสวนจะต้องเตือนพยานและจะต้องปฏิบัติตามวิธีการที่กำหนดไว้ และที่สำคัญคือต้องแจ้งว่าคำให้การดังกล่าวสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่ควรจะต้องถือว่าคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนซึ่งเกิดจากกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตาม (1) คือ ตามสภาพลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่า ศาลเห็นว่าพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ผู้หมายเหตุจึงมีความเห็นว่าหากไปด่วนสรุปว่าคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน (ซึ่งย่อมเป็นพยานบอกเล่า) ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่มีเหตุเข้าข้อยกเว้นใดๆ เลย นอกจากจะเป็นการลบล้างหลักกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมแล้ว ยังเป็นการไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของการเพิ่มเติม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ทั้งนี้เพราะการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวคงไม่มุ่งหวังให้กระบวนการสอบสวนปากคำพยานที่ ป.วิ.อ. บัญญัติรับรองไว้ในชั้นสอบสวนไม่มีความหมายเนื่องจากไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้อีกต่อไป ซึ่งการที่จะรับฟังคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนได้นั้น ศาลก็ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังอยู่แล้วทั้งนี้เพราะพยานบอกเล่ามีปัญหาเรื่องน้ำหนักตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 พรเพชร วิชิตชลชัย
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000576.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552