คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2553 ฉบับเต็ม

#501944
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2553 บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายสุรินยา ภูมิอ่อน กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 74 (2) จำเลยย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 710/85 ไปที่บ้านเลขที่ 1/163 ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2539 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดหมายตามคำแถลงของผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนอง นอกจากนี้ ปรากฏว่า คดีหลักของคดีนี้ถึงที่สุดแล้วก่อนจำเลยย้ายภูมิลำเนา จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องดำเนินการแจ้งย้ายภูมิลำเนาในคดีหลักอีกต่อไปและไม่อาจถือได้ว่าภูมิลำเนาในคดีหลักยังเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการดำเนินคดีนี้ของจำเลย การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องแก่จำเลยตามภูมิลำเนาเดิมจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 74(2) ย่อมเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 188,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 124765 อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1/163 ของจำเลยที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องแก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนามาจากบ้านเลขที่ 710/85 เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไปที่บ้านเลขที่ 1/163 เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดหมายตามคำแถลงของผู้ร้อง นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าคดีหลักของคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการแจ้งย้ายภูมิลำเนาในคดีหลักอีกต่อไป และไม่อาจถือได้ว่าภูมิลำเนาในคดีหลักยังเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการดำเนินคดีนี้ของจำเลยที่ 1 เพราะภูมิลำเนาของบุคคลย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าได้เปลี่ยนภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 710/85 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 1/163 เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร แล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2539 ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องดังกล่าวในวันที่ 9 ธันวาคม 2542 อีกทั้งยังปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารท้ายคำร้องซึ่งทำขึ้นระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 1/163 อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า ผู้ร้องทราบว่าจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาใหม่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องในคดีนี้ การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) ย่อมเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเพราะไม่มีโอกาสได้คัดค้านคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้อง ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนหรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยไม่ทำการไต่สวนคำร้องให้ทราบข้อเท็จจริงแน่ชัดเสียก่อนเช่นนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งดังกล่าวของศาลล่างทั้งสองเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องฉบับดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (พิทยา ลิ้มสุวัฒน์-มานัส เหลืองประเสริฐ-ประทีป ดุลพินิจธรรมา) ศาลแพ่ง - นางสาวจิตติมา วัฒนาวิบูล ศาลอุทธรณ์ - นางจรัญ รัตตมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.164/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ17799/2536 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ20070/2537 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501944
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาวจิตติมา วัฒนาวิบูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางจรัญ รัตตมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081996360"
    }
}
date
2553
deka_no
4655/2553
deka_running_no
4655
deka_year
2553
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "พิทยา ลิ้มสุวัฒน์",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 74 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรินยา ภูมิอ่อน กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 188,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 124765 อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1/163 ของจำเลยที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องแก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนามาจากบ้านเลขที่ 710/85 เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไปที่บ้านเลขที่ 1/163 เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดหมายตามคำแถลงของผู้ร้อง นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าคดีหลักของคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการแจ้งย้ายภูมิลำเนาในคดีหลักอีกต่อไป และไม่อาจถือได้ว่าภูมิลำเนาในคดีหลักยังเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการดำเนินคดีนี้ของจำเลยที่ 1 เพราะภูมิลำเนาของบุคคลย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าได้เปลี่ยนภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 710/85 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 1/163 เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร แล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2539 ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องดังกล่าวในวันที่ 9 ธันวาคม 2542 อีกทั้งยังปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารท้ายคำร้องซึ่งทำขึ้นระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 1/163 อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า ผู้ร้องทราบว่าจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาใหม่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องในคดีนี้ การส่งหมายนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้องแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) ย่อมเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเพราะไม่มีโอกาสได้คัดค้านคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นของผู้ร้อง ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนหรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยไม่ทำการไต่สวนคำร้องให้ทราบข้อเท็จจริงแน่ชัดเสียก่อนเช่นนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนศาลฎีกาชอบที่จะยกคำสั่งดังกล่าวของศาลล่างทั้งสองเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องฉบับดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ17799/2536
primary_red_case_no
พ20070/2537
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000503.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.164/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553