คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2553 ฉบับเต็ม

#501947
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2553 นายสิรภพ ศรีกาญจนา โจทก์ นางรัชฎาวรรณ สกุลซ้ง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/8 ป.วิ.พ. มาตรา 296 แม้ภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ เป็นการดำเนินการในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องในคดีนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมิใช่การดำเนินการในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง จำเลยจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม จำเลยนำเงินเข้าบัญชีโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2551 อันเป็นวันเปิดทำการวันแรกทันที ซึ่งการนับระยะเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 บัญญัติว่า ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ดังนั้น การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทันทีในวันแรกที่เปิดทำการจึงไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์จะอ้างว่าธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ ไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมายได้ และแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า ในงวดที่สามและที่สี่จำเลยยังคงนำเงินเข้าบัญชีโจทก์เกินกำหนด ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ไม่ทำให้การออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นหมายบังคับคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายไปได้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยินยอมจะชำระค่าสินค้า 75,000 บาท และค่าทนายความอีก 2,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปทุกภายในวันที่เดียวกับการชำระงวดแรก โดยจะชำระเข้าบัญชีของโจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันทีได้เต็มตามฟ้อง 179,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากราคาที่ค้างชำระคือ 158,036 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอ จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระงวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 ตามกำหนด ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง แต่วันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงร่วมกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรก จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอายัดทรัพย์สินของจำเลย ทรัพย์สินของจำเลยถูกเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์อายัดไว้แล้ว การอายัดทรัพย์สินของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการอายัดแล้ว ถือว่าจำเลยให้สัตยาบันแก่การบังคับคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม จำเลยไม่อาจขอเพิกถอนหมายบังคับคดีได้ เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำแถลงในอีกคดีหนึ่งว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ เป็นการดำเนินการในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องในคดีนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามิใช่การดำเนินการในคดีนี้มิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำ ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไป จำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้ต้องออกหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอลงวันที่ 5 กันยายน 2551 ของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้งวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 นั้น ปรากฏตามคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์จำเลย ในวันครบกำหนดคือวันที่ 30 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์ซึ่งหยุดราชการ แต่จำเลยก็นำเงินเข้าบัญชีโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2551 เป็นวันเปิดทำการวันแรกทันที การนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 บัญญัติว่า ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ดังนั้น การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทันทีในวันแรกที่เปิดทำการไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ก็มีนั้น ไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย และแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อมา ในงวดที่สามและที่สี่จำเลยยังคงนำเงินเข้าบัญชีโจทก์เกินกำหนด เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ไม่ทำให้การออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นหมายบังคับคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายไปได้ ฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-สมควร วิเชียรวรรณ) ศาลแขวงนนทบุรี - นายกลอน รักษา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1357/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501947
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนนทบุรี",
        "judge": "นายกลอน รักษา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995804"
    }
}
date
2553
deka_no
5752/2553
deka_running_no
5752
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "สมควร วิเชียรวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/8"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสิรภพ ศรีกาญจนา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรัชฎาวรรณ สกุลซ้ง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยินยอมจะชำระค่าสินค้า 75,000 บาท และค่าทนายความอีก 2,000 บาท แก่โจทก์ ตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และงวดต่อไปทุกภายในวันที่เดียวกับการชำระงวดแรก โดยจะชำระเข้าบัญชีของโจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันทีได้เต็มตามฟ้อง 179,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากราคาที่ค้างชำระคือ 158,036 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอ จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระงวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 ตามกำหนด ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง แต่วันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงร่วมกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรก จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งอายัดทรัพย์สินของจำเลย ทรัพย์สินของจำเลยถูกเจ้าหนี้หลายรายรวมทั้งโจทก์อายัดไว้แล้ว การอายัดทรัพย์สินของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการอายัดแล้ว ถือว่าจำเลยให้สัตยาบันแก่การบังคับคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม จำเลยไม่อาจขอเพิกถอนหมายบังคับคดีได้ เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำแถลงในอีกคดีหนึ่งว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดซ้ำกับคดีของโจทก์ เป็นการดำเนินการในคดีอื่นอีกคดีหนึ่งภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำร้องในคดีนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามิใช่การดำเนินการในคดีนี้มิใช่กรณีที่จำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำ ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเห็นว่าศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไม่ถูกต้อง จำเลยมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไป จำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้ต้องออกหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอลงวันที่ 5 กันยายน 2551 ของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้งวดวันที่ 30 สิงหาคม 2551 นั้น ปรากฏตามคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์จำเลย ในวันครบกำหนดคือวันที่ 30 สิงหาคม 2551 เป็นวันเสาร์ซึ่งหยุดราชการ แต่จำเลยก็นำเงินเข้าบัญชีโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2551 เป็นวันเปิดทำการวันแรกทันที การนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 บัญญัติว่า ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา ดังนั้น การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทันทีในวันแรกที่เปิดทำการไม่ถือว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ล่วงพ้นกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าธนาคารเปิดทำการในวันเสาร์อาทิตย์ก็มีนั้น ไม่อาจเป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย และแม้จะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อมา ในงวดที่สามและที่สี่จำเลยยังคงนำเงินเข้าบัญชีโจทก์เกินกำหนด เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง ไม่ทำให้การออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นหมายบังคับคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายไปได้ ฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000498.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1357/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553