คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4551/2553 ฉบับเต็ม

#501963
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4551/2553 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุรศักดิ์หรือเต้ย จันทร์ประเสริฐ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นทั้งฉบับซึ่งหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" 1 ฉบับ และใบเสร็จรับเงิน 1 ฉบับ อันเป็นเอกสารและเอกสารสิทธิของมูลนิธิ ส. ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" 1 ฉบับ ไปถึง อ. กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ป. เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้จัดซื้อไว้เป็นที่ระลึกเพื่อหารายได้เป็นทุนให้มูลนิธิ ส. โดยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ปลอมของมูลนิธิ ส. และลงลายมือชื่อปลอมของ จ. เหรัญญิกมูลนิธิ ส. ลงในหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ และพิมพ์ตราสัญลักษณ์ปลอมของมูลนิธิ ส. ลงในแบบพิมพ์ใบเสร็จรับเงินดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดข้อความต่างๆ คล้ายคลึงกับใบเสร็จรับเงินของมูลนิธิ ส. ที่แท้จริง ซึ่งความจริงมูลนิธิ ส. มิได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ถึง อ. และมิได้ออกใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ อ. หรือผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือและใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารและเอกสารสิทธิที่แท้จริงของมูลนิธิ ส. เป็นผู้จัดทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่มูลนิธิ ส. กับ จ. และประชาชนทั่วไป ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงบรรยายแล้วว่ามีการปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิอย่างไร และใครเป็นผู้ปลอม เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 83, 33 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" และปลอมใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิเป็นการกระทำต่อเนื่องกันและมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้เงินค่าหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" จากบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด การปลอมเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และการที่จำเลยที่ 2 นำหนังสือดังกล่าวและใบเสร็จรับเงินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ก็เป็นการกระทำโดยเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้เงินค่าหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" การใช้เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิที่ปลอมขึ้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์บรรยายความผิดฐานปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นทั้งฉบับซึ่งหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" จำนวน 1 ฉบับ และใบเสร็จรับเงิน จำนวน 1 ฉบับ อันเป็นเอกสารและเอกสารสิทธิของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" จำนวน 1 ฉบับ ไปถึงนายออมสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" ไว้เป็นที่ระลึกเพื่อหารายได้เป็นทุนให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ โดยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ปลอมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และลงลายมือชื่อปลอมของ ดร.จิรายุ รองเลขาธิการพระราชวังและเหรัญญิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ลงในหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือดังกล่าว และพิมพ์ตราสัญลักษณ์ปลอมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ลงในแบบพิมพ์ใบเสร็จรับเงินดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดข้อความต่างๆ คล้ายคลึงกับใบเสร็จรับเงินของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่แท้จริง ซึ่งความจริงมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มิได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ถึงนายออมสินและมิได้ออกใบเสร็จรับเงินเพื่อให้นายออมสินหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือและใบเสร็จรับเงินดังกล่าว เป็นเอกสารและเอกสารสิทธิที่แท้จริงที่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้จัดทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดร.จิรายุ และประชาชนทั่วไป ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายแล้วว่ามีการปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิอย่างไร และใครเป็นผู้ปลอม เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สถิตย์ ทาวุฒิ-สมชาย สินเกษม-ปริญญา ดีผดุง) ศาลอาญา - นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล ศาลอุทธรณ์ - นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5435/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
501963
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081996465"
    }
}
date
2553
deka_no
4551/2553
deka_running_no
4551
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "สมชาย สินเกษม",
    "ปริญญา ดีผดุง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรศักดิ์หรือเต้ย จันทร์ประเสริฐ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 83, 33 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" และปลอมใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิเป็นการกระทำต่อเนื่องกันและมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้เงินค่าหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" จากบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด การปลอมเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และการที่จำเลยที่ 2 นำหนังสือดังกล่าวและใบเสร็จรับเงินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ก็เป็นการกระทำโดยเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้เงินค่าหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" การใช้เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิที่ปลอมขึ้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์บรรยายความผิดฐานปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมขึ้นทั้งฉบับซึ่งหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" จำนวน 1 ฉบับ และใบเสร็จรับเงิน จำนวน 1 ฉบับ อันเป็นเอกสารและเอกสารสิทธิของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" จำนวน 1 ฉบับ ไปถึงนายออมสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้จัดซื้อหนังสือ "ศิลป์แผ่นดิน" ไว้เป็นที่ระลึกเพื่อหารายได้เป็นทุนให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ โดยพิมพ์ตราสัญลักษณ์ปลอมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และลงลายมือชื่อปลอมของ ดร.จิรายุ รองเลขาธิการพระราชวังและเหรัญญิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ลงในหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือดังกล่าว และพิมพ์ตราสัญลักษณ์ปลอมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ลงในแบบพิมพ์ใบเสร็จรับเงินดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดข้อความต่างๆ คล้ายคลึงกับใบเสร็จรับเงินของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่แท้จริง ซึ่งความจริงมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มิได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ถึงนายออมสินและมิได้ออกใบเสร็จรับเงินเพื่อให้นายออมสินหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดซื้อหนังสือและใบเสร็จรับเงินดังกล่าว เป็นเอกสารและเอกสารสิทธิที่แท้จริงที่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้จัดทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดร.จิรายุ และประชาชนทั่วไป ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายแล้วว่ามีการปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิอย่างไร และใครเป็นผู้ปลอม เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000504.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5435/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553