คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6613/2552 ฉบับเต็ม

#502381
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6613/2552 พนักงานอัยการจังหวัดเทิง โจทก์ นายมอญ อิ่นสาม กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับ อ. ร่วมกันแผ้วถางป่า ขุดดิน และต้นไม้ ปลูกที่อยู่อาศัย ก่อสร้าง และยึดถือครอบครองป่า ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับ อ. เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดเป็นผู้สนับสนุน และโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นตัวการร่วม ความผิดฐานเป็นตัวการร่วมจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่โจทก์กลับมาฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับ อ. ตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ มาตรา 15 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามกับนางอ่อนแก้ว จำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 527/2546 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันแผ้วถางป่า ขุดดินและต้นไม้ปลูกที่อยู่อาศัย ก่นสร้าง และยึดถือครอบครองป่า เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน บริเวณป่าหมู่ที่ 11 ตำบลเวียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมิใช่เขตที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศจำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรม อันเป็นการก่อสร้าง แผ้วถาง ทำลายป่า ยึดถือและครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ, 74 จัตวา ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่าจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน ปรับคนละ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่า คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับนางอ่อนแก้ว ร่วมกันแผ้วถางป่า ขุดดินและต้นไม้ ปลูกที่อยู่อาศัย ก่อสร้าง และยึดถือครอบครองป่า ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนางอ่อนแก้ว เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดเป็นผู้สนับสนุน และโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นตัวการร่วม ความผิดฐานเป็นตัวการร่วมจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่โจทก์กลับมาฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนางอ่อนแก้วตามฟ้อง จึงเป็นการฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาโจทก์ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สบโชค สุขารมณ์-ฐานันท์ วรรณโกวิท) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
502381
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082000546"
    }
}
date
2552
deka_no
6613/2552
deka_running_no
6613
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ฐานันท์ วรรณโกวิท"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเทิง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมอญ อิ่นสาม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามกับนางอ่อนแก้ว จำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 527/2546 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันแผ้วถางป่า ขุดดินและต้นไม้ปลูกที่อยู่อาศัย ก่นสร้าง และยึดถือครอบครองป่า เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน บริเวณป่าหมู่ที่ 11 ตำบลเวียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมิใช่เขตที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศจำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรม อันเป็นการก่อสร้าง แผ้วถาง ทำลายป่า ยึดถือและครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ, 74 จัตวา ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่าจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน ปรับคนละ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่า คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับนางอ่อนแก้ว ร่วมกันแผ้วถางป่า ขุดดินและต้นไม้ ปลูกที่อยู่อาศัย ก่อสร้าง และยึดถือครอบครองป่า ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนางอ่อนแก้ว เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดเป็นผู้สนับสนุน และโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นตัวการร่วม ความผิดฐานเป็นตัวการร่วมจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่โจทก์กลับมาฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนางอ่อนแก้วตามฟ้อง จึงเป็นการฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000540.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552