คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2552 ฉบับเต็ม

#502391
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2552 นายไพรินทร์ เพชราวุธ ผู้ร้อง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 6, มาตรา 10, มาตรา 13 ผู้ร้องเป็นสามีจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แทนจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขั้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 6 (4) พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (2) เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับสำหรับในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ มิได้นำมาใช้ในชั้นไต่สวนคำร้องว่าคดีมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ การมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่านางดวงพร จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.9362/2545 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 รวม 2 กระทง ให้จำคุก 7 ปี 4 เดือน ผู้ร้องซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยที่ 1 และนางสาวอ่อนจันทร์ จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวกับผู้ร้องเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นตามคำแนะนำของทนายจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เห็นสมควรไม่รับคำร้อง ให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (2) ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและทำความเห็นส่งสำนวนไปศาลฎีกา จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 6 (4) บัญญัติว่า ผู้บุพการี, ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ผู้ร้องเป็นสามีจำเลยที่ 1 แต่ตามคำร้องของผู้ร้องปรากฏว่าปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แทนจำเลยที่ 1 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ โดยอ้างพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (2) และให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาให้ศาลฎีกาสั่งนั้น เห็นว่า มิชอบด้วยมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้เพราะการสั่งคำร้องดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ส่วนมาตรา 13 (2) เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับสำหรับในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ มิได้นำมาใช้ในชั้นไต่สวนคำร้องว่าคดีมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และปัญหาเรื่องบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งใหม่ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำร้องขอของผู้ร้องชอบด้วยมาตรา 5 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่" พิพากษาให้ยกคำร้องของของผู้ร้อง (พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร-สถิตย์ ทาวุฒิ-เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
502391
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082002754"
    }
}
date
2552
deka_no
3863/2552
deka_running_no
3863
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 10",
            "ม. 13"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายไพรินทร์ เพชราวุธ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่านางดวงพร จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.9362/2545 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 รวม 2 กระทง ให้จำคุก 7 ปี 4 เดือน ผู้ร้องซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยที่ 1 และนางสาวอ่อนจันทร์ จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวกับผู้ร้องเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นตามคำแนะนำของทนายจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เห็นสมควรไม่รับคำร้อง ให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (2) ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและทำความเห็นส่งสำนวนไปศาลฎีกา จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 6 (4) บัญญัติว่า ผู้บุพการี, ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ผู้ร้องเป็นสามีจำเลยที่ 1 แต่ตามคำร้องของผู้ร้องปรากฏว่าปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แทนจำเลยที่ 1 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ โดยอ้างพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (2) และให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาให้ศาลฎีกาสั่งนั้น เห็นว่า มิชอบด้วยมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้เพราะการสั่งคำร้องดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ส่วนมาตรา 13 (2) เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับสำหรับในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ มิได้นำมาใช้ในชั้นไต่สวนคำร้องว่าคดีมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และปัญหาเรื่องบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งใหม่ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำร้องขอของผู้ร้องชอบด้วยมาตรา 5 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่"

พิพากษาให้ยกคำร้องของของผู้ร้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000559.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552