คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9421/2553 ฉบับเต็ม

#502438
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9421/2553 นางพิมพ์ใจ จันทร์แดง โจทก์ นายตี๋ อยู่สำราญ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 143 ที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยมีเนื้อที่ทั้งแปลง 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วน เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ในราคา 5,093,600 บาท และจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว เมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด ซึ่งการแปลและตีความคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่มีใจความว่าให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้นถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนทั้งการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้น และไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลล่างทั้งสองก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดและผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นการแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมาก ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุด โจทก์นำสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี มีหนังสือลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 หารือมายังศาลชั้นต้นว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเนื้อที่ดินทั้งแปลงจำนวน 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา หรือจำนวนเพียง 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ในวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีหนังสือตอบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ฝ่ายเดียวทั้งแปลง โดยมิได้พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตอบแทนค่าที่ดินแก่จำเลย และมิได้กำหนดเวลาให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินส่วนที่เกินกว่าสัญญาคืนจำเลย จึงขอให้กำหนดวิธีการที่โจทก์จะต้องชำระราคาที่ดินตามสัญญาแก่จำเลยให้ชัดเจนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ระงับการโอนหรือเปลี่ยนแปลงนิติกรรมใด ๆในที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้รับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วแปลคำพิพากษาว่า ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา หมายถึง การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายต่อกันตามสัญญากล่าวคือ จำนวนที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67ตารางวา โดยโจทก์ผู้จะซื้อจะต้องชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงซื้อขายกันจำนวน5,093,600 บาท ให้ครบถ้วนในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยราคาที่ดินที่ซื้อขายกันให้คิดหักกับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและชำระราคาที่ดินภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2547 หากฝ่ายจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระค่าที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำแปลคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย มีเนื้อที่ทั้งแปลง 25 ไร่ 1 งาน67 ตารางวา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวาในราคา 5,093,600 บาท และจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว แต่ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใดจึงจะเป็นการถูกต้อง ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้นถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ที่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนไม่ใช่เป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลง ทั้งการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้นและไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลล่างทั้งสองก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นการแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมากดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกาค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-นพพร โพธิรังสิยากร) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายวรสิทธิ์ บรรจงประพันธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.378/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ส80/2540 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ส1090/2542 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
502438
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นายวรสิทธิ์ บรรจงประพันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994030"
    }
}
date
2553
deka_no
9421/2553
deka_running_no
9421
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "นพพร โพธิรังสิยากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 143"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางพิมพ์ใจ จันทร์แดง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายตี๋ อยู่สำราญ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุด โจทก์นำสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี มีหนังสือลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 หารือมายังศาลชั้นต้นว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเนื้อที่ดินทั้งแปลงจำนวน 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา หรือจำนวนเพียง 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ในวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีหนังสือตอบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ฝ่ายเดียวทั้งแปลง โดยมิได้พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตอบแทนค่าที่ดินแก่จำเลย และมิได้กำหนดเวลาให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินส่วนที่เกินกว่าสัญญาคืนจำเลย จึงขอให้กำหนดวิธีการที่โจทก์จะต้องชำระราคาที่ดินตามสัญญาแก่จำเลยให้ชัดเจนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ระงับการโอนหรือเปลี่ยนแปลงนิติกรรมใด ๆในที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้รับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วแปลคำพิพากษาว่า ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา หมายถึง การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายต่อกันตามสัญญากล่าวคือ จำนวนที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67ตารางวา โดยโจทก์ผู้จะซื้อจะต้องชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงซื้อขายกันจำนวน5,093,600 บาท ให้ครบถ้วนในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยราคาที่ดินที่ซื้อขายกันให้คิดหักกับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและชำระราคาที่ดินภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2547 หากฝ่ายจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระค่าที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำแปลคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย มีเนื้อที่ทั้งแปลง 25 ไร่ 1 งาน67 ตารางวา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวาในราคา 5,093,600 บาท และจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว แต่ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใดจึงจะเป็นการถูกต้อง ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้นถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ที่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนไม่ใช่เป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลง ทั้งการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้นและไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลล่างทั้งสองก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นการแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมากดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกาค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
ส80/2540
primary_red_case_no
ส1090/2542
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000482.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.378/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553