คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2546 ฉบับเต็ม

#50271
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2546 นาย สวัสดิ์ พัฒนาไพศาล โจทก์ นางสาว ทิพวรรณ เทพพัตรา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 821, มาตรา 1361 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 142 (5), มาตรา 145, มาตรา 245 (1), มาตรา 246, มาตรา 247 จำเลยที่ 3 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวซึ่งต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน การที่จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์โดยจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ โดยพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีที่จำเลยทั้งสี่ฟ้องร้องกันโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นร่วมกับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ในการฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246,247และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจำนองไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 3,600,000 บาท โจทก์ชำระเงินในวันทำสัญญา 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งกำหนดในวันที่ 22 เมษายน 2531 จำเลยที่ 1ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 1ปฏิบัติตามสัญญา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์หรือนางสาววิไล โกวพัฒนกิจ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2169 สูงขึ้นมาก จำเลยที่ 1 เสียดายจึงขอยกเลิกสัญญากับโจทก์หลายครั้งโดยจะจ่ายค่าตอบแทนให้ แต่โจทก์ไม่ยินยอมจำเลยที่ 1 โดยทุจริตและทำการฉ้อฉลโจทก์ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายแสร้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดสระบุรี โดยไม่ให้โจทก์ทราบว่านายผดุงศักดิ์ เทพพัตราก่อนจะถึงแก่กรรมได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 แล้วมอบให้จำเลยที่ 1ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยรับว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน พร้อมกับยื่นบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 ว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 และได้แสดงเจตนาลวงฉ้อฉลโจทก์ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลจังหวัดสระบุรีตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบและได้รับความเสียหาย โจทก์ทราบเหตุเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม2535 ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรีและคำพิพากษาคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่เป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงดี ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และจำเลยอื่นจึงตกเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก็ไม่อาจนำมาบังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ การดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 ที่ศาลจังหวัดสระบุรีและการประนีประนอมยอมความเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 3 ส่วนใน 7ส่วน ซึ่งยังไม่ได้มีการแบ่งแยกกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปทำสัญญาจะขายให้โจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 31มีนาคม 2535 ระหว่างจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ขณะคดีอยู่ในกำหนดเวลายื่นฎีกา นางมุ้ยเอ็ง แซ่เบ๊ ถึงแก่กรรม นายจรูญเทพพัตรา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความว่า นายจรูญเป็นบุตรของนางมุ้ยเอ็งและเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนายผดุงศักดิ์ เทพพัตราจึงอนุญาตให้นายจรูญเข้าเป็นคู่ความแทน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2531 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ต้องชำระราคาที่ยังค้างชำระจำนวน 2,600,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดสระบุรีขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าว วันที่ 31 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 จำนวน 3 ส่วน จำเลยที่ 3 จำนวน 3 ส่วน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 จำนวน1 ส่วน ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 จำเลยที่ 1 จะไปดำเนินการจดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว ศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี วันที่ 4 พฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่าจำเลยที่ 3 ที่ 2 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1ในที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้งแปลงไปขายให้แก่โจทก์โดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวไม่ได้ ศาลแพ่งพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม2530 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5689/2539 ของศาลแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 มิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2885/2541 ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ในคดีนั้นโจทก์ให้การว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาคดีดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2885/2541 โจทก์เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นการอ้างข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ในการฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (ปัญญา ถนอมรอด-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วรนาถ ภูมิภาวร) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50271
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082047555"
    }
}
date
2546
deka_no
601/2546
deka_running_no
601
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วรนาถ ภูมิภาวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 821",
            "ม. 1361"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 145",
            "ม. 245 (1)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สวัสดิ์ พัฒนาไพศาล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ทิพวรรณ เทพพัตรา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจำนองไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 3,600,000 บาท โจทก์ชำระเงินในวันทำสัญญา 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งกำหนดในวันที่ 22 เมษายน 2531 จำเลยที่ 1ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยที่ 1ปฏิบัติตามสัญญา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์หรือนางสาววิไล โกวพัฒนกิจ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2169 สูงขึ้นมาก จำเลยที่ 1 เสียดายจึงขอยกเลิกสัญญากับโจทก์หลายครั้งโดยจะจ่ายค่าตอบแทนให้ แต่โจทก์ไม่ยินยอมจำเลยที่ 1 โดยทุจริตและทำการฉ้อฉลโจทก์ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายแสร้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดสระบุรี โดยไม่ให้โจทก์ทราบว่านายผดุงศักดิ์ เทพพัตราก่อนจะถึงแก่กรรมได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 แล้วมอบให้จำเลยที่ 1ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยรับว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน พร้อมกับยื่นบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 ว่าจำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 และได้แสดงเจตนาลวงฉ้อฉลโจทก์ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลจังหวัดสระบุรีตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบและได้รับความเสียหาย โจทก์ทราบเหตุเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม2535 ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรีและคำพิพากษาคดีดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่เป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงดี ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และจำเลยอื่นจึงตกเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก็ไม่อาจนำมาบังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ การดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 ที่ศาลจังหวัดสระบุรีและการประนีประนอมยอมความเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสระบุรี จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 3 ส่วนใน 7ส่วน ซึ่งยังไม่ได้มีการแบ่งแยกกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปทำสัญญาจะขายให้โจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 31มีนาคม 2535 ระหว่างจำเลยทั้งสี่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ขณะคดีอยู่ในกำหนดเวลายื่นฎีกา นางมุ้ยเอ็ง แซ่เบ๊ ถึงแก่กรรม นายจรูญเทพพัตรา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความว่า นายจรูญเป็นบุตรของนางมุ้ยเอ็งและเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนายผดุงศักดิ์ เทพพัตราจึงอนุญาตให้นายจรูญเข้าเป็นคู่ความแทน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2531 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2169 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ต้องชำระราคาที่ยังค้างชำระจำนวน 2,600,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2531 ของศาลชั้นต้น ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดสระบุรีขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าว วันที่ 31 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 จำนวน 3 ส่วน จำเลยที่ 3 จำนวน 3 ส่วน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 จำนวน1 ส่วน ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2524 จำเลยที่ 1 จะไปดำเนินการจดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว ศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี วันที่ 4 พฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่าจำเลยที่ 3 ที่ 2 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1ในที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้งแปลงไปขายให้แก่โจทก์โดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวไม่ได้ ศาลแพ่งพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม2530 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5689/2539 ของศาลแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 มิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2885/2541 ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่อศาลแพ่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่น ขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ในคดีนั้นโจทก์ให้การว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรวม จำเลยที่ 3 เชิดหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน จำเลยที่ 3 จึงปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาคดีดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท 3 ใน 7 ส่วน จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งแปลงรวมทั้งส่วนของจำเลยที่ 3 ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 และเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ให้ความยินยอมและมิได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวได้ พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2530เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 ใน 7 ส่วน ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2885/2541 โจทก์เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 180/2535 ของศาลจังหวัดสระบุรี โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอื่นได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงและฉ้อฉลโจทก์โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าว อันเป็นการอ้างข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ต้องผูกพันหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ในการฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกข้อตกลง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000963.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546