คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4691/2552 ฉบับเต็ม

#502736
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4691/2552 นายประวิทย์ เงินแย้ม โจทก์ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบ สถาบันการเงิน (ปรส.) กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 30 ทวิ, มาตรา 31 จัตวา การที่จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกระงับการดำเนินกิจการตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ซึ่งตามมาตรา 31 จัตวา บัญญัติว่า การเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ขายตามวิธีการที่กำหนดในมาตรา 30 ทวิ จะกระทำไม่ได้ โจทก์หรือบุคคลใดๆ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอน รวมทั้งไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นที่มาของการโอนทรัพย์สินรายนี้ได้ กรณีจึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาว่าการประมูลทรัพย์สินดังกล่าวเป็นโมฆะ และขอให้เปิดประมูลใหม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์พิพาท โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์สามารถซื้อคืนได้ แต่โจทก์ไม่ได้ซื้อคืนภายในเวลาที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกระงับการดำเนินกิจการแล้วมาอยู่ภายใต้การดูแลของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์เสนอราคาซื้อทรัพย์แบบเฉพาะเจาะจง โดยยื่นซองประมูลราคาตามวันเวลาและสถานที่ที่จำเลยที่ 1 กำหนด และดำเนินการประมูลทรัพย์สินตามระเบียบและวิธีการขายตามหลักเกณฑ์ทุกประการ พร้อมกับวางเงินประกันการเสนอซื้อจำนวน 400,000 บาท แต่เมื่อโจทก์ไปยังสถานที่ประมูลทรัพย์ของจำเลยที่ 1 พบว่ามีเพียงป้ายประกาศว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ประสงค์จะประมูลอยู่ในอันดับที่ 38 แต่ไม่มีการประมูลโดยไม่ทราบเหตุผล ครั้นโจทก์สืบทราบว่าจะมีการประมูลโจทก์จึงไปขอประมูลแต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าโจทก์หมดสิทธิประมูล และเมื่อโจทก์เข้าไปสถานที่ประมูลก็พบว่ามีการสมรู้ร่วมกันฉ้อฉล (ฮั้วกัน) ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริต ทำให้โจทก์เสียหายต้องเสียสิทธิในการประมูลอาคารพาณิชย์ที่ตนครอบครองไป ขอให้ศาลพิพากษาว่าการประมูลทรัพย์สินดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ประมูลเป็นโมฆะ และขอให้เปิดประมูลใหม่ตามวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า การขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ดำเนินการไปตามวิธีการที่คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 กำหนดไว้ และมีการประกาศตามระเบียบและกฎหมายโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ปฏิบัติไม่ครบถ้วน โจทก์เพียงแต่เสนอราคาซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคากลาง คือ 7,860,375 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 กำหนด และโจทก์ไม่ได้ร่วมในขั้นตอนการประมูลแข่งขันราคาดังกล่าว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขัดแย้งกันเอง อีกทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กล่าวคือ โจทก์มิได้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้บัญญัติชัดแจ้งในมาตรา 30 จัตวา ว่าการเพิกถอน การโอนทรัพย์สินที่ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ มิอาจกระทำได้ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า การประมูลขายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 นั้น กระทำโดยชอบตามขั้นตอนและตามกฎหมายแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม มิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 กระทำการอย่างไรที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้มีการขอเพิกถอนการขายทอดลาดดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่พิพาท จำเลยที่ 3 ประมูลซื้อทรัพย์สินในคดีนี้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยชอบด้วยกฎหมาย จะมีการฮั้วกันระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หรือไม่อย่างไร จำเลยที่ 3 ไม่ทราบ และไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดด้วยอีกทั้งสามีของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้มีเพื่อนเป็นกรรมการเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในฐานะเป็นบุคคลภายนอกโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 และไม่มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาให้การประมูลขายทรัพย์สินคดีนี้เป็นโมฆะหรือขอให้ศาลเพิกถอนการประมูล เพราะหากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ก็สามารฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยตรง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ว่ามีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจของชาติอย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องเร่งรัดให้มีการระดมเงินทุน เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจและสำหรับสถาบันการเงินที่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมเพื่อชำระบัญชีต่อไปซึ่งในการชำระบัญชีจำเป็นต้องขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้นเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคในการดำเนินการจำเป็นต้องมีมาตรการเป็นพิเศษผ่อนคลายจากกรณีปกติทั่วไปเพื่อให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายให้แล้วเสร็จได้รวดเร็วเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทรัพย์สินอันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเหตุผลดังกล่าวแสดงว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 เพื่อชำระบัญชีต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อกฎหมายดังกล่าวในมาตรา 31 จัตวา บัญญัติว่าการเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ จะกระทำไม่ได้ โจทก์หรือบุคคลใดๆ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนรวมทั้งไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นที่มาของการโอนทรัพย์รายนี้ด้วย กรณีจึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ตรีวุฒิ สาขากร-พิทักษ์ คงจันทร์-เฉลียว พลวิเศษ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินของโจทก์ โดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ (ปรส.) อ้างว่าจำเลย (ปรส.) สมรู้ร่วมกันกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จำเลยที่ 2 ฉ้อฉลโจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่ออำนวยการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ถูกระงับกิจการโดยให้สถาบันการเงินเหล่านั้นจัดทำแผนเพื่อการแก้ไขและฟื้นฟูฐานะอันเป็นการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การจำหน่ายจ่ายโอนตลอดจนวิธีการขายทอดตลาดของ ปรส. ดังกล่าวย่อมมีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย ระเบียบ และวิธีปฏิบัติของคณะกรรมการของ ปรส. ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะโดยมิพักต้องพิจารณาว่าจะมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามหลักทั่วไปที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 หรือไม่ อย่างไรก็ดีในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 นอกจากรัฐบาลจะได้ออกพระราชกำหนดดังกล่าวเพื่อให้อำนาจ ปรส. เข้าชำระบัญชีและจำหน่ายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินในการเร่งแก้ปัญหาและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่กล่าวข้างต้นแล้วและเพื่อให้การดำเนินการเข้าชำระบัญชีและการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อมารัฐบาลยังได้ออกพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เพื่อจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (บสท.) หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติเพื่อรับโอนสินทรัพย์ที่จัดว่าเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินที่ถูกระงับกิจการด้วยการให้ บสท. รับโอนสินทรัพย์ที่จัดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินมาให้บริษัทบริหารสินทรัพย์นำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนดไว้ ส่งผลให้รัฐบาลจำต้องออกพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 (พ.ศ.2550) กำหนดวิธีการหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวให้กับสถาบันการเงินและให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันเองได้ ซึ่งก็เช่นเดียวกันการโอนตามวิธีการสุดท้ายนี้ย่อมต้องเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีประสิทธิภาพสามารถแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้ในภาพรวม ดังนั้นในกรณีที่มีการโอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ไปให้สถาบันการเงินหรือโอนขายให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันตามกฎหมายข้างต้นแล้ว ย่อมเป็นผลให้ยกเว้นบททั่วไป เรื่อง การโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในบรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 4 แม้ว่าจะเป็นการโอนในชั้นบังคับคดีของศาล ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีและสวมสิทธิ์ความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดำเนินการบังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย พิสิฐ ธรรมกุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
502736
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082002058"
    }
}
date
2552
deka_no
4691/2552
deka_running_no
4691
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "พิทักษ์ คงจันทร์",
    "เฉลียว พลวิเศษ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 309 ทวิ วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 30 ทวิ",
            "ม. 31 จัตวา"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประวิทย์ เงินแย้ม"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "องค์การเพื่อการปฏิรูประบบ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สถาบันการเงิน (ปรส.) กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์พิพาท โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์สามารถซื้อคืนได้ แต่โจทก์ไม่ได้ซื้อคืนภายในเวลาที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกระงับการดำเนินกิจการแล้วมาอยู่ภายใต้การดูแลของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์เสนอราคาซื้อทรัพย์แบบเฉพาะเจาะจง โดยยื่นซองประมูลราคาตามวันเวลาและสถานที่ที่จำเลยที่ 1 กำหนด และดำเนินการประมูลทรัพย์สินตามระเบียบและวิธีการขายตามหลักเกณฑ์ทุกประการ พร้อมกับวางเงินประกันการเสนอซื้อจำนวน 400,000 บาท แต่เมื่อโจทก์ไปยังสถานที่ประมูลทรัพย์ของจำเลยที่ 1 พบว่ามีเพียงป้ายประกาศว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ประสงค์จะประมูลอยู่ในอันดับที่ 38 แต่ไม่มีการประมูลโดยไม่ทราบเหตุผล ครั้นโจทก์สืบทราบว่าจะมีการประมูลโจทก์จึงไปขอประมูลแต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าโจทก์หมดสิทธิประมูล และเมื่อโจทก์เข้าไปสถานที่ประมูลก็พบว่ามีการสมรู้ร่วมกันฉ้อฉล (ฮั้วกัน) ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริต ทำให้โจทก์เสียหายต้องเสียสิทธิในการประมูลอาคารพาณิชย์ที่ตนครอบครองไป ขอให้ศาลพิพากษาว่าการประมูลทรัพย์สินดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ประมูลเป็นโมฆะ และขอให้เปิดประมูลใหม่ตามวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ดำเนินการไปตามวิธีการที่คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 กำหนดไว้ และมีการประกาศตามระเบียบและกฎหมายโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ปฏิบัติไม่ครบถ้วน โจทก์เพียงแต่เสนอราคาซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคากลาง คือ 7,860,375 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 กำหนด และโจทก์ไม่ได้ร่วมในขั้นตอนการประมูลแข่งขันราคาดังกล่าว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขัดแย้งกันเอง อีกทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กล่าวคือ โจทก์มิได้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้บัญญัติชัดแจ้งในมาตรา 30 จัตวา ว่าการเพิกถอน การโอนทรัพย์สินที่ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ มิอาจกระทำได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า การประมูลขายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 นั้น กระทำโดยชอบตามขั้นตอนและตามกฎหมายแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม มิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 กระทำการอย่างไรที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้มีการขอเพิกถอนการขายทอดลาดดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่พิพาท จำเลยที่ 3 ประมูลซื้อทรัพย์สินในคดีนี้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยชอบด้วยกฎหมาย จะมีการฮั้วกันระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หรือไม่อย่างไร จำเลยที่ 3 ไม่ทราบ และไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดด้วยอีกทั้งสามีของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้มีเพื่อนเป็นกรรมการเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในฐานะเป็นบุคคลภายนอกโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 และไม่มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาให้การประมูลขายทรัพย์สินคดีนี้เป็นโมฆะหรือขอให้ศาลเพิกถอนการประมูล เพราะหากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ก็สามารฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยตรง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ว่ามีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจของชาติอย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องเร่งรัดให้มีการระดมเงินทุน เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจและสำหรับสถาบันการเงินที่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมเพื่อชำระบัญชีต่อไปซึ่งในการชำระบัญชีจำเป็นต้องขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้นเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคในการดำเนินการจำเป็นต้องมีมาตรการเป็นพิเศษผ่อนคลายจากกรณีปกติทั่วไปเพื่อให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายให้แล้วเสร็จได้รวดเร็วเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทรัพย์สินอันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเหตุผลดังกล่าวแสดงว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 เพื่อชำระบัญชีต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อกฎหมายดังกล่าวในมาตรา 31 จัตวา บัญญัติว่าการเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ จะกระทำไม่ได้ โจทก์หรือบุคคลใดๆ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนรวมทั้งไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นที่มาของการโอนทรัพย์รายนี้ด้วย กรณีจึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินของโจทก์ โดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ (ปรส.) อ้างว่าจำเลย (ปรส.) สมรู้ร่วมกันกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จำเลยที่ 2 ฉ้อฉลโจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่ออำนวยการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ถูกระงับกิจการโดยให้สถาบันการเงินเหล่านั้นจัดทำแผนเพื่อการแก้ไขและฟื้นฟูฐานะอันเป็นการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การจำหน่ายจ่ายโอนตลอดจนวิธีการขายทอดตลาดของ ปรส. ดังกล่าวย่อมมีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย ระเบียบ และวิธีปฏิบัติของคณะกรรมการของ ปรส. ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะโดยมิพักต้องพิจารณาว่าจะมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามหลักทั่วไปที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 หรือไม่ อย่างไรก็ดีในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 นอกจากรัฐบาลจะได้ออกพระราชกำหนดดังกล่าวเพื่อให้อำนาจ ปรส. เข้าชำระบัญชีและจำหน่ายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินในการเร่งแก้ปัญหาและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่กล่าวข้างต้นแล้วและเพื่อให้การดำเนินการเข้าชำระบัญชีและการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อมารัฐบาลยังได้ออกพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เพื่อจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (บสท.) หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติเพื่อรับโอนสินทรัพย์ที่จัดว่าเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินที่ถูกระงับกิจการด้วยการให้ บสท. รับโอนสินทรัพย์ที่จัดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินมาให้บริษัทบริหารสินทรัพย์นำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนดไว้ ส่งผลให้รัฐบาลจำต้องออกพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 (พ.ศ.2550) กำหนดวิธีการหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวให้กับสถาบันการเงินและให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันเองได้ ซึ่งก็เช่นเดียวกันการโอนตามวิธีการสุดท้ายนี้ย่อมต้องเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีประสิทธิภาพสามารถแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้ในภาพรวม ดังนั้นในกรณีที่มีการโอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ไปให้สถาบันการเงินหรือโอนขายให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันตามกฎหมายข้างต้นแล้ว ย่อมเป็นผลให้ยกเว้นบททั่วไป เรื่อง การโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในบรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 4 แม้ว่าจะเป็นการโอนในชั้นบังคับคดีของศาล ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีและสวมสิทธิ์ความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดำเนินการบังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย พิสิฐ ธรรมกุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000553.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552