ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2552
กรมทรัพยากรธรณี
โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดสกลนครศรีนวลคอนกรีต กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 383
เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเกิดจากการที่คู่สัญญาที่เป็นเจ้าหนี้ทำสัญญาไว้ต่อกันว่าลูกหนี้จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 379 ถึงมาตรา 381 แต่กรณีที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตใช้น้ำบาดาลจากโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นเพราะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. ศาลจึงไม่อาจปรับลดได้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 457,987.11 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 339,825 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 209,212.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,625 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 23,887.50 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 24,150 บาท นับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 24,150 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 23,625 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และของต้นเงิน 23,887.50 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 215,190 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,300 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 24,570 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 24,840 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 24,840 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 24,300 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2541 (ที่ถูก 1 พฤษภาคม 2541) และของต้นเงิน 24,570 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539 โจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใช้น้ำบาดาลเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรมไม่เกินวันละ 100 ลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2549 ตามใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลเอกสารหมาย จ.3 หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล จำเลยที่ 1 มิได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำประจำบ่อบาดาล และมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตั้งแต่งวดที่ 2/2539 ถึงงวดที่ 2/2541 รวม 9 งวด ซึ่งตรงกับวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำประจำบ่อบาดาลตั้งแต่งวดชำระค่าใช้น้ำบาดาลงวดที่ 3/2541 และได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตั้งแต่งวดดังกล่าวเรื่อยมา ส่วนอัตราค่าใช้น้ำบาดาลโดยวิธีคำนวณตามปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติน้ำบาดาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไป โดยกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระค่าใช้น้ำบาดาลในแต่ละปีว่าให้ชำระปีละ 4 งวด งวดที่ 1 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม งวดที่ 2 ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน และงวดที่ 3 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน และงวดที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำ ให้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลที่วัดได้จากเครื่องวัดปริมาณน้ำในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท ส่วนในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำ ให้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล ในท้องที่ที่ไม่มีน้ำประปาใช้และไม่ได้รับยกเว้นค่าใช้น้ำบาดาล ให้ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลได้รับการลดหย่อนค่าใช้น้ำบาดาล โดยคำนวณปริมาณน้ำบาดาลเพื่อการคิดค่าใช้น้ำบาดาลเพียงร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้ หรือของปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล สำหรับกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามกำหนดเวลาสำหรับงวดใด ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลสำหรับงวดนั้นในอัตราลูกบาศก์เมตรละห้าบาท และตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป ได้กำหนดว่าในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามกำหนดเวลาสำหรับงวดใด ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลสำหรับงวดนั้นในอัตราสองเท่าของอัตราค่าใช้น้ำบาดาลลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท
พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลภายในกำหนดเวลาสำหรับงวดใด และมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลสำหรับงวดนั้นในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 และในอัตราสองเท่าของอัตราค่าใช้น้ำบาดาลลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 ถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นเบี้ยปรับอันเกิดจากการที่คู่สัญญาที่เป็นเจ้าหนี้ทำสัญญาไว้ต่อกันว่าลูกหนี้จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 379 ถึงมาตรา 381 แต่คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตใช้น้ำบาดาลจากโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นเพราะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลจึงไม่อาจปรับลดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ข้อกำหนดในกฎกระทรวงทั้งสองฉบับดังกล่าวถือเป็นข้อบังคับในการทำสัญญาขออนุญาตใช้น้ำบาดาลและอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลซึ่งผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตาม ถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ซึ่งถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ติดเครื่องวัดปริมาณน้ำ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล คือวันละ 100 บาท ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มสำหรับงวดที่ผิดนัดในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท และ 7 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) และฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) แล้วแต่กรณี และจำเลยที่ 1 ใช้น้ำบาดาลที่มีบ่อน้ำบาดาลอยู่ในท้องที่ที่ไม่มีน้ำประปาใช้ และไม่ได้รับยกเว้นค่าใช้น้ำบาดาล จึงได้รับลดหย่อนค่าใช้น้ำบาดาลตามกฎกระทรวงดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล การคิดคำนวณค่าใช้น้ำบาดาลของโจทก์ ตามบัญชีรายละเอียดค่าใช้น้ำบาดาลที่ค้างชำระเอกสารหมาย จ.9 คิดเป็นเงินรวม 339,825 บาท นั้น ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระค่าใช้น้ำบาดาล 339,825 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 1/2540 ถึง 2/2541 นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
อนึ่ง คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีจำนวน 194,470 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 4,861.75 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้น เป็นเงิน 11,450 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา 6,588.25 บาท เป็นการไม่ชอบ ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 339,825 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,750 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 34,125 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 34,500 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 48,300 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 47,250 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และของต้นเงิน 47,775 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 6,588.25 บาท ให้แก่โจทก์
(สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-สมศักดิ์ จันทรา-เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตาม ป.พ.พ. ตามมาตรา 379 บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดีเมื่อลูกหนี้ผิดนัด ก็ให้ริบเบี้ยปรับ... มาตรา 380 บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นแทนการชำระหนี้ก็ได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้... มาตรา 381 บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เช่นว่าไม่ชำระหนี้ตรงตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้เป็นต้น... คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตใช้น้ำบาดาลจากโจทก์ตัองรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นเพราะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.น้ำบาดาลฯ มิใช่เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาหากข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นคู่สัญญาเป็นเอกชนทั้งสองฝ่าย และฝ่ายหนึ่งยอมชำระเบี้ยปรับให้แก่อีกฝ่ายเมื่อไม่ชำระหนี้ตรงตามกำหนด ย่อมเป็นเบี้ยปรับ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3389/2552 สัญญาให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ใช้บริการผิดนัดชำระหนี้ค่าบริการ... ผู้ใช้บริการยินยอมเสียค่าปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน สำหรับค่าใช้บริการที่ค้างชำระ" อันเป็นกรณีที่ลูกหนี้สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 หาใช่ดอกเบี้ยไม่ และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดอัตราไว้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดเบี้ยปรับกรณีจำเลยผิดนัดชำระหนี้ค่าใช้บริการในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ 24 ต่อปีได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลดเบี้ยปรับลงเป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่คู่สัญญาบางฝ่ายเป็นหน่วยงานของรัฐและข้อตกลงเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายของรัฐหรือเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ไม่ถือว่าเป็นเบี้ยปรับ สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นการตกลงให้ใช้น้ำบาดาลซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนที่เป็นนโยบาย เช่น พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลฯ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2548 จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมการขายอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 972,303.26 บาท ซึ่งได้รับคืนจากกรมสรรพากรเพื่อไปชำระให้แก่กองทุนโจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับที่ 4 และที่ 5 ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการขายอ้อยและน้ำตาลทราย อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 5 (12) ของระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยเบี้ยปรับ สำหรับโรงงานน้ำตาลทรายที่ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ระเบียบ หรือ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ฉบับที่ 1 พ.ศ.2528 คณะกรรมการบริหารจึงมีอำนาจสั่งให้จำเลยชำระเบี้ยปรับได้ โดยให้พิจารณาเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 7 ซึ่งเบี้ยปรับตามระเบียบดังกล่าวข้อ 3 หมายความว่าเป็นเงินค่าปรับที่คณะกรรมการบริหารกำหนดให้โรงงานซึ่งปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบนี้ชำระให้แก่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายดังนี้ เบี้ยปรับจึงไม่ใช่ค่าปรับอันเป็นโทษทางอาญา เพราะเบี้ยปรับดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในทางแพ่งสำหรับแรงงานที่ฝ่าฝืนจะนำไปเปรียบกับค่าปรับทางอาญาไม่ได้ นอกจากนี้เบี้ยปรับกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. เพราะเป็นการกระทำโดยคณะกรรมการบริหารอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับทางปกครอง มิใช่เบี้ยปรับเพราะเหตุผิดสัญญาตาม ป.พ.พ. ซึ่งเป็นเรื่องของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับลูกหนี้ทำสัญญาไว้ต่อกันว่าลูกหนี้จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรดังบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 379 ถึง 385 และเบี้ยปรับที่คณะกรรมการของโจทก์กำหนดให้จำเลยนำไปชำระถือว่าเป็นหนี้อย่างหนึ่งไม่ว่าโจทก์จะเสียหายจริงหรือไม่ โจทก์ย่อมเรียกเบี้ยปรับได้ แม้โดยหลักแล้วจะไม่เป็นเบี้ยปรับเนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐ แต่ถ้าหากมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เป็นเบี้ยปรับ ก็เป็นเบี้ยปรับเช่นกัน เช่น ประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับนโยบายของรัฐที่ประสงค์จะให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องเสียภาษีภายในกำหนดเพื่อรัฐจะได้นำไปพัฒนาประเทศ จึงมีบทบัญญัติให้ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีที่ไม่ชำระภาษีภายในกำหนดจะต้องเสียเบี้ยปรับ แต่ก็มีบทบัญญัติให้ลดเบี้ยปรับได้ถ้ามีเหตุสมควรตามมาตรา 24, 71 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3794/2552 โจทก์ได้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มแก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่ยังคงค้างชำระเบี้ยปรับ และภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีโจทก์ยังได้ชำระภาษีให้แก่จำเลยอีกบางส่วน พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแสดงว่าโจทก์มิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามการประเมิน แม้ขณะที่มีการประเมิน คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 127/2546 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 ซึ่งกำหนดแนวทางให้จำเลยงดเบี้ยปรับภาษีได้นั้นจะยังไม่มีผลใช้บังคับ แต่คำสั่งดังกล่าวกำหนดเพื่อเป็นการบรรเทาภาระเบี้ยปรับให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและได้ขายอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2542 เมื่อโจทก์ขายที่ดินในวันที่ 18 มีนาคม 2537 และกรณีของโจทก์ยังไม่ยุติตามการประเมิน คำสั่งนี้จึงนำมาเป็นเหตุผลประกอบในการพิจารณาบรรเทาเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ได้ ศิริชัย วัฒนโยธิน