ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4596/2552
ทีจีซี อิงค์
โจทก์
กรมทรัพย์สินทางปัญญา
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45
โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038 มีเจตนาไม่สุจริต แต่ปรากฏว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
ในการพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปนั้น ย่อมจะต้องพิจารณาจากการจำหน่ายสินค้า การใช้ หรือการโฆษณาเครื่องหมายจนเป็นที่แพร่หลายทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และเครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค
พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้น ส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในปี 2545 และเป็นการโฆษณาสินค้าบนอินเทอร์เน็ต รวมถึงการออกรายการในโทรทัศน์ระบบเคเบิล ซึ่งไม่แน่ว่าสาธารณชนทั่วไป หรือแม้แต่สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับกีฬากอล์ฟในประเทศไทย หรือผู้บริโภคทั่วไปจะเข้าถึงการโฆษณาและการออกรายการดังกล่าวหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังไม่พอรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์คำว่า "Golf Channel" เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป
___________________________
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 506/2548 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 51/2546 ห้ามนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038
จำเลยให้การว่า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำไปโดยสุจริต ภายในขอบเขตของกฎหมายและถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038 มีเจตนาไม่สุจริต และมีคำขอท้ายอุทธรณ์ขอให้ห้ามรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวอ้างและมีคำขอมาในคำฟ้องแล้ว แต่คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ชี้สองสถานเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 และได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า "พิเคราะห์คำฟ้องคำให้การแล้วศาลจึงได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทตามความเห็นชอบของคู่ความทั้งสองฝ่ายดังนี้ คือ คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 479038 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 506/2548 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่" ซึ่งทนายโจทก์และทนายจำเลยได้ลงชื่อรับทราบข้อความนี้แล้วโดยไม่ได้โต้แย้ง ถือว่าสละประเด็นนี้แล้ว เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาก็คงวินิจฉัยแต่ประเด็นเรื่องเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นเรื่องความไม่สุจริตของผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038 แต่อย่างใด ทั้งเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ คือ คำคัดค้านและคำอุทธรณ์ก็กล่าวถึงเหตุผลและข้อเท็จจริง ซึ่งไม่มีเรื่องความไม่สุจริตของผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038 เช่นกัน คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 479038 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 506/2548 ก็ไม่มีประเด็นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าประหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า เครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ เห็นว่าในการพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปนั้น ย่อมจะต้องพิจารณาจากการจำหน่ายสินค้า การใช้ หรือการโฆษณาเครื่องหมายจนเป็นที่แพร่หลาย ทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และเครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค สำหรับพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในปี 2545 และเป็นการโฆษณาสินค้าบนอินเทอร์เน็ตรวมถึงการออกรายการในโทรทัศน์ระบบเคเบิล ซึ่งไม่แน่ว่าสาธารณชนทั่วไป หรือแม้แต่สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับกีฬากอล์ฟในประเทศไทย หรือผู้บริโภคทั่วไปจะเข้าถึงการโฆษณาและการออกรายการดังกล่าวหรือไม่ สำหรับข้อมูลที่โจทก์กล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ในเรื่องจำนวนสมาชิก รายได้ และค่าโฆษณา ก็นับเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเป็นจริงหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใดในประเทศไทย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังไม่พอรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
(พรเพชร วิชิตชลชัย-พลรัตน์ ประทุมทาน-อร่าม เสนามนตรี)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายหรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไป (Well khowm marks) นั้น เป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับกันมานาน และปรากฏรูปธรรมแห่งการคุ้มครองขึ้นในอนุสัญญากรุงปารีส ซึ่งต่อมาก็มีการนำมากำหนดไว้ในข้อตกลงทริปส์ ทั้งนี้ เพราะเป็นเรื่องของความมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับกันทั่วไปจึงสมควรได้รับความคุ้มครอง แม้ว่าจะไม่ได้จดทะเบียนไว้ในดินแดนที่เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นก็ตาม เนื่องจากเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้า ไม่ให้ถูกลอกเลียน แอบอ้าง ตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคไม่ให้ถูกแอบอ้างเอาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้คุณภาพมาหลอกลวงจำหน่าย จุดอ่อนของเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายนั้นน่าจะอยู่ตรงการจำกัดนิยามความหมายว่าเครื่องหมายการค้าประเภทดังกล่าวนั้นหมายความว่าอย่างไร มีชื่อเสียงเด่นดังแค่ไหน เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในลักษณะขอบเขตแค่ไหน เพียงใด ซึ่งเป็นปัญหาตั้งแต่การกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่อนุสัญญากรุงปารีส เมื่อมากำหนดไว้ในข้อตกลงทริปส์ ก็มีการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายไว้ว่า ให้พิจารณาถึงความเป็นที่รู้จักของเครื่องหมายการค้านั้นในบรรดาสาธารณชนในส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเป็นที่รู้จักในประเทศสมาชิกนั้นอันเนื่องมาจากการประชาสัมพันธ์เครื่องหมายการค้านั้น ซึ่งจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีการจำกัดขอบเขตไว้ในลักษณะของการเป็นที่รู้จักในบรรดาสาธารณชนในส่วนที่เกี่ยวข้อง (in the relevant sector of public) ไม่ถึงขนาดที่ว่าเป็นที่รู้จักในหมู่สาธารณชนทั่วไป นอกจากนี้แล้วการมีชื่อเสียงแพร่หลายของเครื่องหมายการค้านั้นไม่จำต้องเป็นเฉพาะกรณีเกิดจากการใช้เครื่องหมายการค้านั้นเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ก็ได้ ดังนั้น ในการนำสืบพิสูจน์ทางคดีความผู้พิสูจน์ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายโดยพยานหลักฐานต่างๆ บางครั้งอาจถึงขั้นต้องทำการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้า การทำการโฆษณา ความแพร่หลาย ระยะเวลาแห่งการนำเสนอ เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องต้องกังวลใจว่าพยานหลักฐานจะเพียงพอหรือไม่ ในส่วนของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการรับแจ้งเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปไว้หลายจำพวก หลายเครื่องหมาย โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย มีดังนี้ คือ 1. ระดับการรับรู้หรือการยอมรับในเครื่องหมายนั้นของสาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้อง 2. ระดับความบ่งเฉพาะที่มีอยู่ในตัวเอง และความบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้เครื่องหมาย 3. ระยะเวลา ขอบเขต และเขตพื้นที่ของการจดทะเบียนภายในประเทศและในต่างประเทศ 4. ระยะเวลา ขอบเขต และเขตพื้นที่ของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ 5. ระยะเวลา ขอบเขต และเขตพื้นที่การตลาดภายในประเทศและในต่างประเทศ 6. ระยะเวลา ขอบเขต และเขตพื้นที่การใช้เครื่องหมายโดยวิธีอื่นภายในประเทศและในต่างประเทศ เช่น ทางอินเตอร์เน็ต 7. อื่นๆ - ประวัติความสำเร็จในการบังคับใช้สิทธิในเครื่องหมายนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบเขตที่เครื่องหมายนั้นเคยได้รับการยอมรับเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อแพร่หลายทั่วไปมาก่อนแล้ว จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - มูลค่าของเครื่องหมายนั้น - การรักษาชื่อเสียงของเครื่องหมายนั้น - ผลการสำรวจความนิยมของผู้บริโภคต่อเครื่องหมายนั้นโดยองค์การที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับปัญหาการพิสูจน์ การตีความเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายนี้ ในกรณีของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ศาลฎีกาก็มีการออกข้อกำหนดหรือแนวทางเกี่ยวกับการตีความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ คือ The Interpretation Concerning the Laws Applicable to the Protection of Well known Marks in Civil Cases โดยมีข้อกำหนดถึง 14 ข้อ โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2009 ซึ่งช่วยให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องการพิสูจน์ การนำเสนอพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง สุพิศ ปราณีตพลกรัง