คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2546 ฉบับเต็ม

#50284
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2546 นาย พิกร อมรฤทธิกุล โจทก์ นาย เอกพงศ์ ธนะโพธา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 421, มาตรา 1337 ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธารามเพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถสำหรับกิจการโรงแรมของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของตึกแถวซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินข้างเคียงได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่า โจทก์ไม่สามารถใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้โดยสะดวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดิน แม้โจทก์จะเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน แต่การเช่าดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ในกิจการโรงแรมของโจทก์ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337 แม้ว่าจำเลยทั้งสามจะติดตั้งหลังคาตึกแถวก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ โจทก์มีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยทั้งสามให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกจากตึกแถวซึ่งกีดขวางการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่โจทก์เช่าได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมหลังคาตึกแถวดังกล่าวยื่นล้ำเข้ามาในที่ดินของเทศบาลเมืองโพธาราม ที่โจทก์เช่า มีความยาว 8 เมตร กว้าง 3 เมตร อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าไม่ได้เต็มเนื้อที่ทำให้โจทก์ขาดรายได้เดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนหลังคากันสาดที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ถนนทรงพล ตำบลโพธารามจังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธารามอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ออกไปให้พ้นที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธารามอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนหลังคาออกไป จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคาด้านหลังของตึกแถวใช้ประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2527 ก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธาราม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทราบว่าถูกแย่งการครอบครองตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2536โจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ถนนทรงพล ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี ให้ออกไปให้พ้นที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อปี 2531 โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 87.5 ตารางวา จากเทศบาลเมืองโพธาราม มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2531 ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี และตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสามได้ติดตั้งหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าไว้ โจทก์ต้องการใช้ที่ดินที่เช่าจากเทศบาลเมืองโพธารามบริเวณด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามเป็นที่จอดรถของผู้มาพักโรงแรมของโจทก์ จึงขอให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนกันสาดดังกล่าวออกไป แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าจากเทศบาลเมืองโพธารามหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับเทศบาลเมืองโพธาราม ข้อ 3 ระบุให้โจทก์ใช้ที่ดินที่เช่าดังกล่าวเป็นสถานที่จอดรถสำหรับกิจการโรงแรมแสนสุขโฮเต็ลของโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าใช้ในกิจการโรงแรมของโจทก์เช่นนี้ทำให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้โดยสะดวก เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดินดังกล่าวแม้โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธาราม แต่การเช่าที่ดินดังกล่าวก็เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการโรงแรมของโจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337 ทั้งนี้ แม้ว่าจำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคาตึกแถวก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากเทศบาลเมืองโพธารามก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยทั้งสามให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ของจำเลยทั้งสามซึ่งกีดขวางการใช้ประโยชน์จากที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (สดศรี สัตยธรรม-วิรัช ลิ้มวิชัย-มานะ ศุภวิริยกุล) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 เป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตแห่งความชอบธรรมที่กฎหมายให้สิทธินั้นไว้ เรียกว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วน ถือเป็นการผิดกฎหมายและเป็นละเมิดตามมาตรา 420 ส่วนการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อื่นเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญตามมาตรา 1337 ก็เป็นการใช้สิทธิเกินส่วนและเป็นการละเมิดเช่นเดียวกัน แต่เป็นการบัญญัติจำกัดเฉพาะเรื่อง คำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับจึงระบุอ้างมาตรา 421 และมาตรา 1337 ควบคู่กัน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2523 ที่ 9671-9675/2544 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ กรณีละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 เป็นการที่ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายใช้สิทธิของเขา สิทธิที่เขาใช้อาจเป็นกรรมสิทธิ์ สิทธิใช้สอยสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือสิทธิอื่น ๆ รวมทั้งสิทธิที่อยู่ในขอบเขตเสรีภาพ เช่นการส่งเสียงดัง เป็นต้น ส่วนสิทธิของผู้ได้รับความเสียหายเป็นกรรมสิทธิ์อันเป็นทรัพยสิทธิที่ใช้ยันบุคคลได้ทั่วไป ปัญหาว่า การที่โจทก์เจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้เช่าที่ดินของเทศบาลที่อยู่ติดกับที่ตั้งโรงแรมเพื่อเป็นที่จอดรถของแขกอาศัย และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวติดกับที่เช่าได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่เช่า การกระทำของจำเลยจะเป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของโรงแรมเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญตามมาตรา 1337 หรือไม่ ข้อนี้จะเห็นได้ว่าจำเลยมิได้ใช้สิทธิใด ๆของตนเลย แต่เป็นการรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของเทศบาลอย่างตรงไปตรงมามาตรา 1336 บัญญัติถึงอำนาจของเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินว่ามีอำนาจอย่างไรบ้างเช่น ใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล ติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินนั้น เป็นต้น ส่วนมาตรา 1337เป็นบทขยายอำนาจของเจ้าของกรรมสิทธิ์ออกไป ให้มีอำนาจที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญให้สิ้นไป แม้ผู้ก่อความเสียหายกระทำโดยใช้สิทธิ บทขยายอำนาจนี้จึงควรจำกัดอยู่เฉพาะตัวทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์นั่นเอง โดยเฉพาะสิทธิของโจทก์ในทรัพย์ที่เช่าเป็นบุคคลสิทธิใช้ยันได้เฉพาะต่อผู้ให้เช่าเท่านั้น ไม่ชอบที่จะนำมาขยายให้อำนาจที่ใช้ยันบุคคลได้ทั่วไปนั้นกว้างไกลออกไปอีก อนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่แล้ว ๆ มาเป็นเรื่องผู้ก่อความเสียหายปลูกสร้างอาคาร กำแพงในที่ดินของตนบดบังแสงสว่างหรือปิดทางเข้าตลาดในที่ดินแปลงอื่น ประกอบกิจการโรงสี โรงงานของตนทำให้แกลบเถ้าถ่านน้ำสกปรกสารพิษปลิวหรือไหลเข้าไปทำความเสียหายเดือดร้อนรำคาญแก่เจ้าของบ้านเรือนใกล้เคียง และใช้สิทธิปลูกเรือน จอดแพในที่ชายตลิ่ง ในลำน้ำสาธารณะ กีดขวางสิทธิใช้ทางน้ำสาธารณะของเจ้าของที่ดินริมตลิ่ง เป็นต้น ล้วนเป็นการใช้สิทธิของผู้ก่อความเสียหาย และทำให้เสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันใดอันหนึ่งตรง ๆ หาได้อาศัยอสังหาริมทรัพย์อื่นมาขยายอีกไม่ด้วยเหตุนี้ผู้หมายเหตุจึงเห็นด้วยความเคารพว่า กรณีนี้น่าจะไม่ใช่การใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อื่นเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 เมื่อการติดตั้งหลังคากันสาดตึกแถวได้กระทำลงก่อนเจ้าของโรงแรมเช่าที่ดินแปลงจอดรถ การรุกล้ำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำต่อผู้ให้เช่า มิได้กระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองของผู้เช่าขึ้นอีก เจ้าของโรงแรมจึงมิใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ หามีอำนาจฟ้องไม่ หมายเหตุ สิทธิในการนำคดีแพ่งมาฟ้องหรืออำนาจฟ้อง บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้ จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่จะนำคดีมาฟ้องศาลได้จะต้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ ซึ่งสิทธิและหน้าที่นี้จะเป็นสิทธิและหน้าที่โดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้ อย่างไรก็ตามต้องเป็นสิทธิและหน้าที่ที่มีอยู่ในขณะถูกโต้แย้ง จึงจะมีอำนาจฟ้องได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าบุคคลใดถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่หรือไม่ ต้องพิจารณาค่อนข้างเคร่งครัด มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการค้าความหรือขายความกัน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2515 สัญญาที่ผู้ไม่มีส่วนได้เสียทำกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยจะให้เงินจำนวนหนึ่งแก่คู่ความ ถ้าคู่ความนั้นโอนสิทธิในการเป็นความทั้งหมดให้เป็นการตอบแทน ดังนี้ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ คู่ความฟ้องเรียกเงินตามสัญญานั้นไม่ได้และผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดเช่นเดียวกัน เมื่อถูกโต้แย้งแล้วแม้ภายหลังเจ้าของจะได้โอนทรัพย์สินอันเป็นต้นเหตุแห่งการถูกโต้แย้งไปแล้วอำนาจฟ้องก็ยังมีอยู่ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/2493 มีผู้ทำละเมิดให้เสียหายแก่อสังหาริมทรัพย์ในขณะเจ้าของเดิมยังเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นอยู่ แม้ภายหลังจะได้โอนทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว เจ้าของเดิมก็ยังมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายแก่ผู้ทำละเมิด สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวล่วงล้ำเข้าไปในที่ดินของเทศบาลเมืองโพธารามอยู่ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากเทศบาลเมืองโพธาราม จึงเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามได้โต้แย้งสิทธิของเทศบาลเมืองโพธารามอยู่ก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธารามแล้ว ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจฟ้องในกรณีนี้ก็คือเทศบาลเมืองโพธาราม โจทก์ไม่น่าจะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามได้ เทียบได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 374/2510 ซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์เช่าที่ดินทั้งแปลงแต่บางส่วนในที่ดินที่โจทก์เช่านั้นจำเลยได้ปลูกบ้านอาศัยอยู่ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดินและจำเลยได้อาศัยอยู่เรื่อยมา เมื่อโจทก์ยังไม่เคยครอบครองที่ดินที่จำเลยใช้ปลูกบ้านนั้น จำเลยคงมีนิติสัมพันธ์กับเจ้าของที่ดินเดิมเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติทางแก้ไว้โดยโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะฟ้องจำเลยทั้งสามได้จะต้องเรียกเจ้าของที่ดินคือเทศบาลเมืองโพธารามเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2518 โจทก์เป็นผู้เช่าช่วงที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์จากผู้เช่าเดิมโดยเจ้าของที่ดินยินยอม เมื่อจำเลยอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินอันเป็นการละเมิด แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโดยลำพังโจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ศาลเรียกเจ้าของที่ดินเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดี เพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมเป็นคดีเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 และมาตรา 549 ซึ่งทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์บริบูรณ์ขึ้นได้ คดีที่หมายเหตุนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ด้วยว่าเมื่อโจทก์เป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 และมาตรา 1337 นั้น มีแง่คิดอีกกรณีหนึ่งว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ได้ติดตั้งหลังคากันสาดลุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเทศบาลเมืองโพธารามนั้น เป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หาใช่มาตรา 421 ไม่และไม่เป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายตามมาตรา 1337 แต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะกรณีจะเป็นการกระทำตามมาตรา 1337 นั้น บุคคลผู้กระทำจะต้องกระทำในอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง หรือที่สาธารณประโยชน์ที่อยู่ติดกับที่ดินของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เช่นสร้างบ้านในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินปิดหน้าที่ดินของบุคคลอื่นจนบุคคลนั้นไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินได้โดยสะดวก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9671-9675/2544) เป็นต้น สมบูรณ์ บุญภินนท์,ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50284
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082047324"
    }
}
date
2546
deka_no
877/2546
deka_running_no
877
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สดศรี สัตยธรรม",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "มานะ ศุภวิริยกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 421",
            "ม. 1337"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย พิกร อมรฤทธิกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เอกพงศ์ ธนะโพธา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมหลังคาตึกแถวดังกล่าวยื่นล้ำเข้ามาในที่ดินของเทศบาลเมืองโพธาราม ที่โจทก์เช่า มีความยาว 8 เมตร กว้าง 3 เมตร อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าไม่ได้เต็มเนื้อที่ทำให้โจทก์ขาดรายได้เดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนหลังคากันสาดที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ถนนทรงพล ตำบลโพธารามจังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธารามอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ออกไปให้พ้นที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธารามอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนหลังคาออกไป

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคาด้านหลังของตึกแถวใช้ประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2527 ก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธาราม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทราบว่าถูกแย่งการครอบครองตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2536โจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ถนนทรงพล ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี ให้ออกไปให้พ้นที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อปี 2531 โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 87.5 ตารางวา จากเทศบาลเมืองโพธาราม มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2531 ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15887 และเลขที่ 15888 ตำบลโพธาราม อำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรี และตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสามได้ติดตั้งหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าไว้ โจทก์ต้องการใช้ที่ดินที่เช่าจากเทศบาลเมืองโพธารามบริเวณด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามเป็นที่จอดรถของผู้มาพักโรงแรมของโจทก์ จึงขอให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนกันสาดดังกล่าวออกไป แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าจากเทศบาลเมืองโพธารามหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับเทศบาลเมืองโพธาราม ข้อ 3 ระบุให้โจทก์ใช้ที่ดินที่เช่าดังกล่าวเป็นสถานที่จอดรถสำหรับกิจการโรงแรมแสนสุขโฮเต็ลของโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าใช้ในกิจการโรงแรมของโจทก์เช่นนี้ทำให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้โดยสะดวก เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดินดังกล่าวแม้โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธาราม แต่การเช่าที่ดินดังกล่าวก็เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการโรงแรมของโจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337 ทั้งนี้ แม้ว่าจำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคาตึกแถวก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากเทศบาลเมืองโพธารามก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยทั้งสามให้รื้อถอนหลังคาที่ต่อเติมออกมาจากตึกแถวเลขที่ 70 และเลขที่ 72 ของจำเลยทั้งสามซึ่งกีดขวางการใช้ประโยชน์จากที่ดินโฉนดเลขที่ 15917 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 เป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตแห่งความชอบธรรมที่กฎหมายให้สิทธินั้นไว้ เรียกว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วน ถือเป็นการผิดกฎหมายและเป็นละเมิดตามมาตรา 420 ส่วนการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อื่นเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญตามมาตรา 1337 ก็เป็นการใช้สิทธิเกินส่วนและเป็นการละเมิดเช่นเดียวกัน แต่เป็นการบัญญัติจำกัดเฉพาะเรื่อง คำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับจึงระบุอ้างมาตรา 421 และมาตรา 1337 ควบคู่กัน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2523 ที่ 9671-9675/2544 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ กรณีละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 เป็นการที่ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายใช้สิทธิของเขา สิทธิที่เขาใช้อาจเป็นกรรมสิทธิ์ สิทธิใช้สอยสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือสิทธิอื่น ๆ รวมทั้งสิทธิที่อยู่ในขอบเขตเสรีภาพ เช่นการส่งเสียงดัง เป็นต้น ส่วนสิทธิของผู้ได้รับความเสียหายเป็นกรรมสิทธิ์อันเป็นทรัพยสิทธิที่ใช้ยันบุคคลได้ทั่วไป ปัญหาว่า การที่โจทก์เจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้เช่าที่ดินของเทศบาลที่อยู่ติดกับที่ตั้งโรงแรมเพื่อเป็นที่จอดรถของแขกอาศัย และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวติดกับที่เช่าได้ติดตั้งหลังคากันสาดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่เช่า การกระทำของจำเลยจะเป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของโรงแรมเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญตามมาตรา 1337 หรือไม่ ข้อนี้จะเห็นได้ว่าจำเลยมิได้ใช้สิทธิใด ๆของตนเลย แต่เป็นการรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของเทศบาลอย่างตรงไปตรงมามาตรา 1336 บัญญัติถึงอำนาจของเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินว่ามีอำนาจอย่างไรบ้างเช่น ใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล ติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินนั้น เป็นต้น ส่วนมาตรา 1337เป็นบทขยายอำนาจของเจ้าของกรรมสิทธิ์ออกไป ให้มีอำนาจที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญให้สิ้นไป แม้ผู้ก่อความเสียหายกระทำโดยใช้สิทธิ บทขยายอำนาจนี้จึงควรจำกัดอยู่เฉพาะตัวทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์นั่นเอง โดยเฉพาะสิทธิของโจทก์ในทรัพย์ที่เช่าเป็นบุคคลสิทธิใช้ยันได้เฉพาะต่อผู้ให้เช่าเท่านั้น ไม่ชอบที่จะนำมาขยายให้อำนาจที่ใช้ยันบุคคลได้ทั่วไปนั้นกว้างไกลออกไปอีก อนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่แล้ว ๆ มาเป็นเรื่องผู้ก่อความเสียหายปลูกสร้างอาคาร กำแพงในที่ดินของตนบดบังแสงสว่างหรือปิดทางเข้าตลาดในที่ดินแปลงอื่น ประกอบกิจการโรงสี โรงงานของตนทำให้แกลบเถ้าถ่านน้ำสกปรกสารพิษปลิวหรือไหลเข้าไปทำความเสียหายเดือดร้อนรำคาญแก่เจ้าของบ้านเรือนใกล้เคียง และใช้สิทธิปลูกเรือน จอดแพในที่ชายตลิ่ง ในลำน้ำสาธารณะ กีดขวางสิทธิใช้ทางน้ำสาธารณะของเจ้าของที่ดินริมตลิ่ง เป็นต้น ล้วนเป็นการใช้สิทธิของผู้ก่อความเสียหาย และทำให้เสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันใดอันหนึ่งตรง ๆ หาได้อาศัยอสังหาริมทรัพย์อื่นมาขยายอีกไม่ด้วยเหตุนี้ผู้หมายเหตุจึงเห็นด้วยความเคารพว่า กรณีนี้น่าจะไม่ใช่การใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์อื่นเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 เมื่อการติดตั้งหลังคากันสาดตึกแถวได้กระทำลงก่อนเจ้าของโรงแรมเช่าที่ดินแปลงจอดรถ การรุกล้ำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำต่อผู้ให้เช่า มิได้กระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองของผู้เช่าขึ้นอีก เจ้าของโรงแรมจึงมิใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ หามีอำนาจฟ้องไม่ หมายเหตุ สิทธิในการนำคดีแพ่งมาฟ้องหรืออำนาจฟ้อง บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้ จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่จะนำคดีมาฟ้องศาลได้จะต้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ ซึ่งสิทธิและหน้าที่นี้จะเป็นสิทธิและหน้าที่โดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้ อย่างไรก็ตามต้องเป็นสิทธิและหน้าที่ที่มีอยู่ในขณะถูกโต้แย้ง จึงจะมีอำนาจฟ้องได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าบุคคลใดถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่หรือไม่ ต้องพิจารณาค่อนข้างเคร่งครัด มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการค้าความหรือขายความกัน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2515 สัญญาที่ผู้ไม่มีส่วนได้เสียทำกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยจะให้เงินจำนวนหนึ่งแก่คู่ความ ถ้าคู่ความนั้นโอนสิทธิในการเป็นความทั้งหมดให้เป็นการตอบแทน ดังนี้ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ คู่ความฟ้องเรียกเงินตามสัญญานั้นไม่ได้และผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดเช่นเดียวกัน เมื่อถูกโต้แย้งแล้วแม้ภายหลังเจ้าของจะได้โอนทรัพย์สินอันเป็นต้นเหตุแห่งการถูกโต้แย้งไปแล้วอำนาจฟ้องก็ยังมีอยู่ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/2493 มีผู้ทำละเมิดให้เสียหายแก่อสังหาริมทรัพย์ในขณะเจ้าของเดิมยังเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นอยู่ แม้ภายหลังจะได้โอนทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว เจ้าของเดิมก็ยังมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายแก่ผู้ทำละเมิด สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยทั้งสามติดตั้งหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวล่วงล้ำเข้าไปในที่ดินของเทศบาลเมืองโพธารามอยู่ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากเทศบาลเมืองโพธาราม จึงเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามได้โต้แย้งสิทธิของเทศบาลเมืองโพธารามอยู่ก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินจากเทศบาลเมืองโพธารามแล้ว ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจฟ้องในกรณีนี้ก็คือเทศบาลเมืองโพธาราม โจทก์ไม่น่าจะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามได้ เทียบได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 374/2510 ซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์เช่าที่ดินทั้งแปลงแต่บางส่วนในที่ดินที่โจทก์เช่านั้นจำเลยได้ปลูกบ้านอาศัยอยู่ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดินและจำเลยได้อาศัยอยู่เรื่อยมา เมื่อโจทก์ยังไม่เคยครอบครองที่ดินที่จำเลยใช้ปลูกบ้านนั้น จำเลยคงมีนิติสัมพันธ์กับเจ้าของที่ดินเดิมเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติทางแก้ไว้โดยโจทก์ในฐานะผู้เช่าจะฟ้องจำเลยทั้งสามได้จะต้องเรียกเจ้าของที่ดินคือเทศบาลเมืองโพธารามเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2518 โจทก์เป็นผู้เช่าช่วงที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์จากผู้เช่าเดิมโดยเจ้าของที่ดินยินยอม เมื่อจำเลยอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินอันเป็นการละเมิด แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโดยลำพังโจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ศาลเรียกเจ้าของที่ดินเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดี เพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมเป็นคดีเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 และมาตรา 549 ซึ่งทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์บริบูรณ์ขึ้นได้ คดีที่หมายเหตุนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ด้วยว่าเมื่อโจทก์เป็นเจ้าของโรงแรมอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงย่อมมีอำนาจฟ้องให้ขจัดความเดือดร้อนนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 และมาตรา 1337 นั้น มีแง่คิดอีกกรณีหนึ่งว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ได้ติดตั้งหลังคากันสาดลุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเทศบาลเมืองโพธารามนั้น เป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หาใช่มาตรา 421 ไม่และไม่เป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายตามมาตรา 1337 แต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะกรณีจะเป็นการกระทำตามมาตรา 1337 นั้น บุคคลผู้กระทำจะต้องกระทำในอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง หรือที่สาธารณประโยชน์ที่อยู่ติดกับที่ดินของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เช่นสร้างบ้านในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินปิดหน้าที่ดินของบุคคลอื่นจนบุคคลนั้นไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินได้โดยสะดวก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9671-9675/2544) เป็นต้น สมบูรณ์ บุญภินนท์,ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000961.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546