ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3461/2552
พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์
นายสุรพงษ์ แพทยานนท์
จำเลย
ป.อ. มาตรา 95 (4)
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6), มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, มาตรา 65 วรรคหนึ่ง,, มาตรา 65 วรรคสอง
ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคารฯ มาตรา 21 มาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (4) โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดคดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) และต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวเสียตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันเดือนใดไม่ปรากฏ พ.ศ. 2540 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2544 จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันประเภททุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ บริเวณแหลมพรหมเทพ หมู่ที่ 2 (ปัจจุบันหมู่ที่ 6) ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 400 ตารางเมตร โดยก่อสร้างอาคาร 1 หลัง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และระหว่างวันใดไม่ปรากฏชัด ต้นเดือนสิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2544 จำเลยร่วมก่อสร้างอาคารชนิดคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นเดียว 1 หลัง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 21, 65, 71 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2478 (ที่ถูกไม่ต้องระบุ พ.ศ. และใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497) มาตรา 1, 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุกยึดถือครอบครอง และให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันนับแต่วันที่จำเลยกระทำผิดจนถึงวันที่ศาลพิพากษา
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 จนถึงวันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 15,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 จนถึงวันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 7,500 และปรับอีกวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 จนถึงวันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุกยึดถือครองครอง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภารลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน ปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันในทำนองว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ทั้งยังขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายความอาญา มาตรา 95 (4) โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด คดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 39 (6) และต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลดโทษปรับรายวันให้ต่ำกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดในความผิดฐานดังกล่าวอีกต่อไป"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำเลยฐานบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่กระทงเดียวจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
(พิทยา บุญชู-สิทธิชัย พรหมศร-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ