คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5320/2552 ฉบับเต็ม

#503006
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5320/2552 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวนันทนีย์ คงจันทร์ ผู้ซื้อทรัพย์ นายคเณศร์หรือพฤฒิสกนธ์ คงจันทร์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ทั้งหลายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประกาศการขายทอดตลาดเป็นสำคัญเมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์เคยขอขยายระยะเวลาการวางเงินมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็อนุญาตให้ขยายได้ทั้ง 2 ครั้ง รวมเป็นระยะเวลา 60 วัน ตามระเบียบคำสั่งและวิธีปฏิบัติของกรมบังคับคดีที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตได้ โดยจะครบกำหนดวันที่ 30 สิงหาคม 2547 เมื่อผู้ซื้อทรัพย์มาขออนุญาตขยายระยะเวลาการวางเงินเป็นครั้งที่ 3 อีก 30 วัน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องโดยเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว เนื่องเพราะหากเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาไปอีกก็จะเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อการบังคับคดี ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,877,301.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,570,423.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยต้องผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นไป ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 2 ปี หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เดือนใดเดือนหนึ่งหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดทรัพย์ที่จำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1830 และ 1831 พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้ได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์และค่าทนายความอีก 5,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แล้วดำเนินการขายทอดตลาดไปโดยเคาะไม้ขายแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา 3,440,000 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้ 70,000 บาท ส่วนที่เหลือ 3,370,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ขอกู้เงินจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 2,500,000 บาท โดยอยู่ระหว่างขออนุมัติสินเชื่อของธนาคารผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือเป็นครั้งที่ 3 โดยผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอ 2 ครั้งแรก ครั้งละ 30 วัน รวม 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 30 สิงหาคม 2547 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเห็นควรยกคำร้อง ผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร การชำระราคาซื้อขายเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ทั้งหลายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประกาศการขายทอดตลาดเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะซื้อทรัพย์ได้ในราคา 3,440,000 บาท ซึ่งเป็นเงินค่อนข้างมาก โดยผู้ซื้อทรัพย์วางมัดจำ 70,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้ซื้อทรัพย์ต้องชำระให้เสร็จภายใน 15 วัน จึงล้วนเป็นภาระของผู้ซื้อทรัพย์เองโดยแท้ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว อีกทั้งเมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์เคยขอขยายระยะเวลาการวางเงินมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็อนุญาตให้ขยายได้ทั้ง 2 ครั้ง รวมเป็นระยะเวลา 60 วัน ตามระเบีบบคำสั่งและวิธีปฏิบัติของกรมบังคับคดีที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตได้โดยจะครบกำหนดวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ดังนี้ ที่ผู้ซื้อทรัพย์มาขออนุญาตขยายระยะเวลาการวางเงินเป็นครั้งที่ 3 อีก 30 วัน โดยผู้ซื้อทรัพย์มีหนังสือของผู้จัดการธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหลักฐานว่าผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอกู้เงินจากธนาคารดังกล่าว 2,500,000 บาท จริง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานใหญ่ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องโดยเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว เนื่องเพราะหากเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาไปอีกก็จะเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อการบังคับคดี ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ดังเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกวินิจฉัยไว้ ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พินิจ สายสอาด-อร่าม เสนามนตรี-อร่าม แย้มสอาด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 146 บัญญัติไว้ว่า ถ้าบุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้หรือบุคคลใดได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ บุคคลนั้นอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับหรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร ดังนั้น คู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในคดีล้มละลายที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งหรือการกระทำใดๆ ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมยื่นคำร้องต่อศาลโดยตรงเพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ และศาลมีอำนาจสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร แต่ตาม ป.วิ.พ. มีบัญญัติไว้เฉพาะกรณีตามมาตรา 309 วรรคสอง, 320 วรรคสี่ เท่านั้น กับหากเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติที่ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 296 ก็ได้บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามมาตรา 280 ยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดี และหากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ราคาต่ำเกินสมควร มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ก็ให้อำนาจผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดียื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ส่วนในกรณีอื่นๆ ในกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติในทำนองเดียวกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 146 ไว้โดยตรง ในกรณีเหล่านั้นแม้คำสั่งหรือการกระทำใดๆ หรือดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น จะไม่ปรากฏว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งหรือการกระทำใดๆ หรือดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลที่มีหมายบังคับคดีพิจารณาตรวจสอบคำสั่งหรือการกระทำใดๆ หรือดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ถือว่าเป็นการควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติราชการของเจ้าพนักงานบังคับคดีประการหนึ่ง เหตุที่ศาลมีอำนาจพิจารณาตรวจสอบดังกล่าว คงเป็นผลจาก ป.วิ.พ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ที่ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเสมือนเป็นเจ้าพนักงานศาลนั่นเอง และหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอย่างใดแล้ว และผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว หาก ป.วิ.พ. ไม่ได้บัญญัติห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำสั่งนั้นเป็นการเฉพาะแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีก็มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำสั่งต่อไปได้ ทวี ประจวบลาภ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503006
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082001701"
    }
}
date
2552
deka_no
5320/2552
deka_running_no
5320
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ สายสอาด",
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "อร่าม แย้มสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 309 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นางสาวนันทนีย์ คงจันทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายคเณศร์หรือพฤฒิสกนธ์ คงจันทร์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,877,301.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,570,423.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยต้องผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นไป ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 2 ปี หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เดือนใดเดือนหนึ่งหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดทรัพย์ที่จำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1830 และ 1831 พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้ได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์และค่าทนายความอีก 5,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แล้วดำเนินการขายทอดตลาดไปโดยเคาะไม้ขายแก่ผู้ซื้อทรัพย์

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา 3,440,000 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้ 70,000 บาท ส่วนที่เหลือ 3,370,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ขอกู้เงินจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 2,500,000 บาท โดยอยู่ระหว่างขออนุมัติสินเชื่อของธนาคารผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือเป็นครั้งที่ 3 โดยผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอ 2 ครั้งแรก ครั้งละ 30 วัน รวม 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 30 สิงหาคม 2547 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเห็นควรยกคำร้อง ผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร การชำระราคาซื้อขายเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ทั้งหลายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประกาศการขายทอดตลาดเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะซื้อทรัพย์ได้ในราคา 3,440,000 บาท ซึ่งเป็นเงินค่อนข้างมาก โดยผู้ซื้อทรัพย์วางมัดจำ 70,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้ซื้อทรัพย์ต้องชำระให้เสร็จภายใน 15 วัน จึงล้วนเป็นภาระของผู้ซื้อทรัพย์เองโดยแท้ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว อีกทั้งเมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์เคยขอขยายระยะเวลาการวางเงินมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็อนุญาตให้ขยายได้ทั้ง 2 ครั้ง รวมเป็นระยะเวลา 60 วัน ตามระเบีบบคำสั่งและวิธีปฏิบัติของกรมบังคับคดีที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตได้โดยจะครบกำหนดวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ดังนี้ ที่ผู้ซื้อทรัพย์มาขออนุญาตขยายระยะเวลาการวางเงินเป็นครั้งที่ 3 อีก 30 วัน โดยผู้ซื้อทรัพย์มีหนังสือของผู้จัดการธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหลักฐานว่าผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอกู้เงินจากธนาคารดังกล่าว 2,500,000 บาท จริง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานใหญ่ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องโดยเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว เนื่องเพราะหากเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาไปอีกก็จะเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อการบังคับคดี ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ดังเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกวินิจฉัยไว้ ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 146 บัญญัติไว้ว่า ถ้าบุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้หรือบุคคลใดได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ บุคคลนั้นอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับหรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร ดังนั้น คู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในคดีล้มละลายที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งหรือการกระทำใดๆ ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมยื่นคำร้องต่อศาลโดยตรงเพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ และศาลมีอำนาจสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร แต่ตาม ป.วิ.พ. มีบัญญัติไว้เฉพาะกรณีตามมาตรา 309 วรรคสอง, 320 วรรคสี่ เท่านั้น กับหากเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติที่ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 296 ก็ได้บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามมาตรา 280 ยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดี และหากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ราคาต่ำเกินสมควร มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ก็ให้อำนาจผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดียื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ส่วนในกรณีอื่นๆ ในกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติในทำนองเดียวกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 146 ไว้โดยตรง ในกรณีเหล่านั้นแม้คำสั่งหรือการกระทำใดๆ หรือดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น จะไม่ปรากฏว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งหรือการกระทำใดๆ หรือดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลที่มีหมายบังคับคดีพิจารณาตรวจสอบคำสั่งหรือการกระทำใดๆ หรือดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ถือว่าเป็นการควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติราชการของเจ้าพนักงานบังคับคดีประการหนึ่ง เหตุที่ศาลมีอำนาจพิจารณาตรวจสอบดังกล่าว คงเป็นผลจาก ป.วิ.พ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ที่ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเสมือนเป็นเจ้าพนักงานศาลนั่นเอง และหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอย่างใดแล้ว และผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว หาก ป.วิ.พ. ไม่ได้บัญญัติห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำสั่งนั้นเป็นการเฉพาะแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีก็มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำสั่งต่อไปได้ ทวี ประจวบลาภ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000550.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552