คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5544/2552 ฉบับเต็ม

#503037
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5544/2552 บริษัทไทยศรีนครซูริคประกันภัย จำกัด โจทก์ นายณัฐพล แพงตุ้ย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 437 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มาตรา 31 ตามข้อ 18 แห่งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ระบุให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ จะต้องเป็นกรณีที่ "ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย" เท่านั้น ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการ จ้าง วาน ใช้ และไปประสบเหตุ แต่ในทางนำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้เป็นตัวการจ้าง วาน ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวและเกิดเหตุรถชนกัน ดังนี้แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าของรถ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ควบคุมดูแลรถจักรยานยนต์โดยนั่งไปด้วยขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่รถชนและมีผู้ถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัสต่อผู้ประสบภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 18 ที่ให้สิทธิโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยคืนได้แต่โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิไล่เบื้ยเอาแก่ผู้ที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดเหตุรถชนขึ้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2540 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เพชรบูรณ์ ฉ-0628 ไว้จากจำเลยที่ 2 เจ้าของรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 มีเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถว่า หากผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่และโจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ว ผู้เอาประกันภัยและผู้ขับรถจักรยานยนต์ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นผู้เอาประกันภัย ต้องใช้ค่าเสียหายทั้งหมดแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ได้ขับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยตามที่จำเลยที่ 2 ตัวการใช้บนถนนสายเพชรบูรณ์ - ดงมูลเหล็ก ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-7343 เพชรบูรณ์ ที่แล่นสวนทางเป็นเหตุให้นายชัยยุทธ ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 1 รับอันตรายสาหัส โจทก์ต้องจ่ายค่าปลงศพผู้ตาย 80,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 95,000 บาท จำเลยทั้งสองต้องใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2541 ที่โจทก์จ่ายเงินดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,968 บาท รวมเป็นเงิน 101,968 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 101,968 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 95,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า เงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามคำฟ้องไม่มีอยู่จริง หากมีอยู่จริงก็ชอบที่โจทก์จะปฏิเสธจ่ายค่าปลงศพผู้ตายเพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์จ่ายค่าปลงศพผู้ตาย โดยรู้อยู่ว่าไม่มีความผูกพันต้องชำระ โจทก์ต้องว่ากล่าวเอาจากทายาทของผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิรับค่ารักษาพยาบาลจากโจทก์จึงไม่ต้องคืนให้โจทก์ นอกจากนี้ เหตุเกิดจากความประมาทของนายอรุณ ผู้ขับรถยนต์ที่เกิดชนกันขึ้น จำเลยที่ 1 คงรับผิดเพียงกึ่งหนึ่ง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ตามคำฟ้องและมิได้เป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหาย จึงไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เพชรบูรณ์ ฉ-0628 โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัยไว้ต่อโจทก์ เกิดเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-7343 เพชรบูรณ์ ซึ่งนายอรุณ เป็นผู้ขับ โดยทั้งสองฝ่ายต่างประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายชัยยุทธ ผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่กรรม และจำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ได้จ่ายเงินตามข้อกำหนดในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้แก่ทายาทของนายชัยยุทธ จำนวน 80,000 บาท และจำเลยที่ 1 จำนวน 15,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 18 เรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท ที่โจทก์จ่ายให้แก่ทายาทนายชัยยุทธคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อ 18 แห่งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวระบุให้โจทก์ก็มีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ จะต้องเป็นกรณีที่ "ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย" เท่านั้น ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการ จ้าง วาน ใช้และไปประสบเหตุคดีนี้ แต่ในทางนำสืบของโจทก์ นายนิโรจน์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ เบิกความตอบซักถามว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถไปขับและตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า นายนิโรจน์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า จากคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้เป็นตัวการ จ้าง วาน ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวและเกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าของรถ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ควบคุมดูแลรถจักรยานยนต์โดยนั่งไปด้วยขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่รถชนกันและมีผู้ถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัสต่อผู้ประสบภัยดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการใช้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์และเกิดเหตุชนกันขึ้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 18 ที่ให้สิทธิโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท คืนได้ แต่โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดเหตุรถชนกันขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ (สมชาย จุลนิติ์-ชวลิต ตุลยสิงห์-มานัส เหลืองประเสริฐ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503037
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082001361"
    }
}
date
2552
deka_no
5544/2552
deka_running_no
5544
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 437"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยศรีนครซูริคประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณัฐพล แพงตุ้ย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เพชรบูรณ์ ฉ-0628 ไว้จากจำเลยที่ 2 เจ้าของรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 มีเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถว่า หากผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่และโจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ว ผู้เอาประกันภัยและผู้ขับรถจักรยานยนต์ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นผู้เอาประกันภัย ต้องใช้ค่าเสียหายทั้งหมดแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ได้ขับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยตามที่จำเลยที่ 2 ตัวการใช้บนถนนสายเพชรบูรณ์ - ดงมูลเหล็ก ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-7343 เพชรบูรณ์ ที่แล่นสวนทางเป็นเหตุให้นายชัยยุทธ ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 1 รับอันตรายสาหัส โจทก์ต้องจ่ายค่าปลงศพผู้ตาย 80,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 95,000 บาท จำเลยทั้งสองต้องใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2541 ที่โจทก์จ่ายเงินดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,968 บาท รวมเป็นเงิน 101,968 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 101,968 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 95,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามคำฟ้องไม่มีอยู่จริง หากมีอยู่จริงก็ชอบที่โจทก์จะปฏิเสธจ่ายค่าปลงศพผู้ตายเพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์จ่ายค่าปลงศพผู้ตาย โดยรู้อยู่ว่าไม่มีความผูกพันต้องชำระ โจทก์ต้องว่ากล่าวเอาจากทายาทของผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิรับค่ารักษาพยาบาลจากโจทก์จึงไม่ต้องคืนให้โจทก์ นอกจากนี้ เหตุเกิดจากความประมาทของนายอรุณ ผู้ขับรถยนต์ที่เกิดชนกันขึ้น จำเลยที่ 1 คงรับผิดเพียงกึ่งหนึ่ง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ตามคำฟ้องและมิได้เป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหาย จึงไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เพชรบูรณ์ ฉ-0628 โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัยไว้ต่อโจทก์ เกิดเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-7343 เพชรบูรณ์ ซึ่งนายอรุณ เป็นผู้ขับ โดยทั้งสองฝ่ายต่างประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายชัยยุทธ ผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ถึงแก่กรรม และจำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ได้จ่ายเงินตามข้อกำหนดในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้แก่ทายาทของนายชัยยุทธ จำนวน 80,000 บาท และจำเลยที่ 1 จำนวน 15,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 18 เรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท ที่โจทก์จ่ายให้แก่ทายาทนายชัยยุทธคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อ 18 แห่งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวระบุให้โจทก์ก็มีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ จะต้องเป็นกรณีที่ "ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย" เท่านั้น ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการ จ้าง วาน ใช้และไปประสบเหตุคดีนี้ แต่ในทางนำสืบของโจทก์ นายนิโรจน์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ เบิกความตอบซักถามว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถไปขับและตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า นายนิโรจน์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า จากคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้เป็นตัวการ จ้าง วาน ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวและเกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าของรถ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ควบคุมดูแลรถจักรยานยนต์โดยนั่งไปด้วยขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่รถชนกันและมีผู้ถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัสต่อผู้ประสบภัยดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการใช้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์และเกิดเหตุชนกันขึ้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 18 ที่ให้สิทธิโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท คืนได้ แต่โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดเหตุรถชนกันขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000547.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552