คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2552 ฉบับเต็ม

#503072
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2552 นายวิโรจน์ จตุรทัศนัย โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 23 ป.รัษฎากร มาตรา 23 ซึ่งอยู่ในหมวด 2 ใช้ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น แต่เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ โดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/15 (1), 91/16 (1) และ 91/21 (6) เป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติโดยเฉพาะที่อยู่ในหมวด 5 ว่าด้วยภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นแตกต่างจากบทบัญญัติของ ป.รัษฎากร มาตรา 23 กรณีจึงไม่ต้องนำ ป.รัษฎากร มาตรา 23 และ 24 อันเป็นบททั่วไปมาใช้บังคับ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2536 โจทก์ขายที่ดินซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ซื้อร่วมกับนายสมศักดิ์ นายสุทัศน์และนางอุไรเป็นเงิน 3,200,000 บาท และเป็นการขายที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น โจทก์และเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินนั้นมิได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานตรวจสอบภาษีของจำเลยมีหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์ลงวันที่ 22 มีนาคม 2543 ให้โจทก์ส่งสำเนาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวและหลักฐานการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยส่งหนังสือดังกล่าวไปยังนายสมศักดิ์ตามที่อยู่ที่แจ้งในสัญญาซื้อขายที่ดินแต่ไม่มีผู้รับ ต่อมามีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้นายสมศักดิ์โดยประกาศในหนังสือพิมพ์ และส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์โดยการปิด ตามบันทึกการปิดหนังสือแจ้งการประเมิน โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์และยื่นคำอุทธรณ์ ซึ่งคำอุทธรณ์มีข้อความว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้นำไปเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงของดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยอนุญาตให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยกรณีเบี้ยปรับว่า โจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานในการตรวจสอบ จึงไม่มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้ตามที่ร้องขอ ส่วนเงินเพิ่มนั้นเป็นไปโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 89/1 ประกอบมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้พิจารณางดหรือลดให้ได้จึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมิได้ออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวน โดยกำหนดเวลาล่วงหน้าให้โจทก์มาให้ถ้อยคำไม่น้อยกว่า 7 วัน นับตั้งแต่วันส่งหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 23 จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ เห็นว่า ตามลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน มาตรา 15 บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่างๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท ดังนั้น มาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งอยู่ในหมวด 2 นี้ จึงใช้ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (1), 91/16 (1), 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติโดยเฉพาะที่อยู่ในหมวด 5 ว่าด้วยภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นแตกต่างจากบทบัญญัติของมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีจึงไม่ต้องนำมาตรา 23 และ 24 แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นบททั่วไปมาใช้บังคับแก่การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะเบี้ยปรับคงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (พันวะสา บัวทอง-องอาจ โรจนสุพจน์-วีระศักดิ์ นิศามณี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503072
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082001023"
    }
}
date
2552
deka_no
5933/2552
deka_running_no
5933
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "พันวะสา บัวทอง",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "วีระศักดิ์ นิศามณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิโรจน์ จตุรทัศนัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2536 โจทก์ขายที่ดินซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ซื้อร่วมกับนายสมศักดิ์ นายสุทัศน์และนางอุไรเป็นเงิน 3,200,000 บาท และเป็นการขายที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น โจทก์และเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินนั้นมิได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานตรวจสอบภาษีของจำเลยมีหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์ลงวันที่ 22 มีนาคม 2543 ให้โจทก์ส่งสำเนาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวและหลักฐานการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยส่งหนังสือดังกล่าวไปยังนายสมศักดิ์ตามที่อยู่ที่แจ้งในสัญญาซื้อขายที่ดินแต่ไม่มีผู้รับ ต่อมามีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้นายสมศักดิ์โดยประกาศในหนังสือพิมพ์ และส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์โดยการปิด ตามบันทึกการปิดหนังสือแจ้งการประเมิน โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์และยื่นคำอุทธรณ์ ซึ่งคำอุทธรณ์มีข้อความว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้นำไปเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงของดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยอนุญาตให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยกรณีเบี้ยปรับว่า โจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานในการตรวจสอบ จึงไม่มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้ตามที่ร้องขอ ส่วนเงินเพิ่มนั้นเป็นไปโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 89/1 ประกอบมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้พิจารณางดหรือลดให้ได้จึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมิได้ออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวน โดยกำหนดเวลาล่วงหน้าให้โจทก์มาให้ถ้อยคำไม่น้อยกว่า 7 วัน นับตั้งแต่วันส่งหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 23 จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ เห็นว่า ตามลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน มาตรา 15 บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่างๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท ดังนั้น มาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งอยู่ในหมวด 2 นี้ จึงใช้ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (1), 91/16 (1), 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติโดยเฉพาะที่อยู่ในหมวด 5 ว่าด้วยภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นแตกต่างจากบทบัญญัติของมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีจึงไม่ต้องนำมาตรา 23 และ 24 แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นบททั่วไปมาใช้บังคับแก่การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะเบี้ยปรับคงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000544.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552