คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6956/2552 ฉบับเต็ม

#503097
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6956/2552 นางมันฑนาหรือมันฑณา บุญล้อม โจทก์ นางมาเรียม มณีรัตน์ ผู้ซื้อทรัพย์ นายสามัคคี มณีรัตน์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง, มาตรา 296 วรรคสาม จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับเงินค่าขายทรัพย์พิพาทไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 ต้องถือว่าการบังคับคดีสำหรับทรัพย์สินพิพาทได้เสร็จลงแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสองและวรรคสาม การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 14 มีนาคม 2548 เป็นการยื่นภายหลังจากการบังคับคดีได้เสร็จลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย จำเลยจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีและมีคำสั่งยกเลิกวันนัดขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดนัดไว้ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก โจทก์ได้นำสำเนาคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและคำสั่งศาลที่ให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทและยกเลิกวันนัดขายทอดตลาดที่นัดไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ได้แจ้งแก่โจทก์ว่าจะงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อรอฟังคำสั่งศาล แต่เมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดนัดที่ 2 ในวันที่ 31 มกราคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่นางมาเรียมผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 520,000 บาท การขายทอดตลาดดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและงดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้ขอให้ทุเลาการบังคับคดี จำเลยจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้โจทก์และจำเลยทราบ โดยในประกาศดังกล่าวได้กำหนดวันนัดขายทอดตลาดไว้ 4 นัด นัดแรกวันที่ 24 มกราคม 2548 นัดที่สองวันที่ 31 มกราคม 2548 นัดที่สามวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 และนัดที่สี่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 ครั้นวันที่ 12 มกราคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับและมีคำสั่งยกเลิกกำหนดวันนัดขายทอดตลาดทั้งสี่ครั้งดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 เมื่อถึงวันนัดขาดทอดตลาดนัดแรกโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการขายทอดตลาดในนัดดังกล่าวและเกษียณสั่งคำร้องของโจทก์ว่า "เบื้องต้นไม่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้แต่อย่างใด จึงให้ผู้แถลงนำส่งคำสั่งศาลเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีว่าเป็นประการใด อนึ่ง ในวันนี้เนื่องจากไม่มีผู้ใดเสนอราคาทรัพย์ จึงให้งดการขายทอดตลาดในวันนี้ไว้ จะนัดขายต่อไป 31 มกราคม 2548" โดยสั่งในวันเดียวกันนั้นแต่ภายหลังจากที่ฝ่ายโจทก์กลับไปแล้ว และเมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดนัดที่สองวันที่ 31 มกราคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด โดยนางมาเรียมเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 520,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ครั้งที่ 1 และจำเลยได้รับเงินค่าขายทรัพย์พิพาทดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 ซึ่งเงินที่ได้รับไปไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา วันที่ 14 มีนาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับเงินค่าขายทรัพย์พิพาทไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 ก็ต้องถือว่าการบังคับคดีสำหรับทรัพย์พิพาทได้เสร็จลงแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสองและวรรคสาม การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 14 มีนาคม 2548 เป็นการยื่นภายหลังจากการบังคับคดีได้เสร็จลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยและของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น เมื่อคดีฟังได้ดังกล่าวแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยและของผู้ซื้อทรัพย์ในประเด็นอื่นอีกต่อไปเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-วิรัช ชินวินิจกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การร้องขอเพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งเกี่ยวด้วยการบังคับคดีจะต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม บัญญัติให้กระทำก่อนการบังคับคดีเสร็จสิ้นลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น และผู้ร้องจะต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากทราบพฤติการณ์หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น ซึ่งการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงเมื่อใดนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสี่ ได้กำหนดไว้สองกรณี กรณีแรก คือ กรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ส่งมอบทรัพย์สินกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใด ถือว่าการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงเมื่อได้มีการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีที่กำหนดให้ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างนั้นแล้ว และหากการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีนั้นอาจแยกเป็นส่วน ๆ ได้ เมื่อได้มีการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีในส่วนใดแล้ว ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลงเฉพาะส่วนนั้น กรณีที่สอง คือ กรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ใช้เงิน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินตาม ป.วิ.พ. มาตราร 318 มาตรา 319 มาตรา 320 มาตรา 321 หรือมาตรา 322 แล้วแต่กรณี แต่ถ้าทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีมีหลายรายการ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการใดแล้ว ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเฉพาะทรัพย์รายการนั้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยตามคำฟ้องแย้ง จำเลยขอบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมามีการขายทอดตลาดโดยมีผู้ซื้อทรัพย์ จนกระทั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีแสดงรายรับ - จ่ายและมีการจ่ายเงินค่าขายทรัพย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 การบังคับคดีจึงเสร็จสิ้นลงตั้งแต่มีการจ่ายเงิน โจทก์มายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2548 จึงพ้นระยะเวลาการร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม วรรคสี่ (2) และมาตรา 318 มนตรี ศิลป์มหาบัณฑิต
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503097
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082000432"
    }
}
date
2552
deka_no
6956/2552
deka_running_no
6956
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "วิรัช ชินวินิจกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 วรรคสอง",
            "ม. 296 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางมันฑนาหรือมันฑณา บุญล้อม"
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นางมาเรียม มณีรัตน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสามัคคี มณีรัตน์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย จำเลยจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีและมีคำสั่งยกเลิกวันนัดขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดนัดไว้ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก โจทก์ได้นำสำเนาคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและคำสั่งศาลที่ให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทและยกเลิกวันนัดขายทอดตลาดที่นัดไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ได้แจ้งแก่โจทก์ว่าจะงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อรอฟังคำสั่งศาล แต่เมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดนัดที่ 2 ในวันที่ 31 มกราคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่นางมาเรียมผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 520,000 บาท การขายทอดตลาดดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและงดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้ขอให้ทุเลาการบังคับคดี จำเลยจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 32397 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้โจทก์และจำเลยทราบ โดยในประกาศดังกล่าวได้กำหนดวันนัดขายทอดตลาดไว้ 4 นัด นัดแรกวันที่ 24 มกราคม 2548 นัดที่สองวันที่ 31 มกราคม 2548 นัดที่สามวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 และนัดที่สี่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 ครั้นวันที่ 12 มกราคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับและมีคำสั่งยกเลิกกำหนดวันนัดขายทอดตลาดทั้งสี่ครั้งดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 10 มีนาคม 2548 เมื่อถึงวันนัดขาดทอดตลาดนัดแรกโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการขายทอดตลาดในนัดดังกล่าวและเกษียณสั่งคำร้องของโจทก์ว่า "เบื้องต้นไม่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้แต่อย่างใด จึงให้ผู้แถลงนำส่งคำสั่งศาลเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีว่าเป็นประการใด อนึ่ง ในวันนี้เนื่องจากไม่มีผู้ใดเสนอราคาทรัพย์ จึงให้งดการขายทอดตลาดในวันนี้ไว้ จะนัดขายต่อไป 31 มกราคม 2548" โดยสั่งในวันเดียวกันนั้นแต่ภายหลังจากที่ฝ่ายโจทก์กลับไปแล้ว และเมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดนัดที่สองวันที่ 31 มกราคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด โดยนางมาเรียมเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 520,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ครั้งที่ 1 และจำเลยได้รับเงินค่าขายทรัพย์พิพาทดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 ซึ่งเงินที่ได้รับไปไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา วันที่ 14 มีนาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับเงินค่าขายทรัพย์พิพาทไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 ก็ต้องถือว่าการบังคับคดีสำหรับทรัพย์พิพาทได้เสร็จลงแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสองและวรรคสาม การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 14 มีนาคม 2548 เป็นการยื่นภายหลังจากการบังคับคดีได้เสร็จลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยและของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น เมื่อคดีฟังได้ดังกล่าวแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยและของผู้ซื้อทรัพย์ในประเด็นอื่นอีกต่อไปเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การร้องขอเพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งเกี่ยวด้วยการบังคับคดีจะต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม บัญญัติให้กระทำก่อนการบังคับคดีเสร็จสิ้นลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น และผู้ร้องจะต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากทราบพฤติการณ์หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น ซึ่งการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงเมื่อใดนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสี่ ได้กำหนดไว้สองกรณี กรณีแรก คือ กรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ส่งมอบทรัพย์สินกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใด ถือว่าการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงเมื่อได้มีการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีที่กำหนดให้ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างนั้นแล้ว และหากการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีนั้นอาจแยกเป็นส่วน ๆ ได้ เมื่อได้มีการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีในส่วนใดแล้ว ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลงเฉพาะส่วนนั้น กรณีที่สอง คือ กรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ใช้เงิน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินตาม ป.วิ.พ. มาตราร 318 มาตรา 319 มาตรา 320 มาตรา 321 หรือมาตรา 322 แล้วแต่กรณี แต่ถ้าทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีมีหลายรายการ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการใดแล้ว ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเฉพาะทรัพย์รายการนั้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยตามคำฟ้องแย้ง จำเลยขอบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมามีการขายทอดตลาดโดยมีผู้ซื้อทรัพย์ จนกระทั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีแสดงรายรับ - จ่ายและมีการจ่ายเงินค่าขายทรัพย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 การบังคับคดีจึงเสร็จสิ้นลงตั้งแต่มีการจ่ายเงิน โจทก์มายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2548 จึงพ้นระยะเวลาการร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม วรรคสี่ (2) และมาตรา 318 มนตรี ศิลป์มหาบัณฑิต
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000539.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552