คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7625/2552 ฉบับเต็ม

#503107
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7625/2552 นางสุนันทา สุขสงวน โจทก์ นายมัฆวาฬ สุวรรณเรือง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 66 ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 249 บริษัท ส. ที่โจทก์เป็นกรรมการได้มอบเงินให้บริษัท ซ. ที่จำเลยเป็นกรรมการเป็นค่าสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่หนี้ตามข้อตกลงในฐานะส่วนตัวของโจทก์กับจำเลย แต่เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ส. กับจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ซ. ต่อมาบริษัท ซ. จะต้องคืนเงินแก่บริษัท ส. แต่ได้ทำในรูปสัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อรับผิดต่อโจทก์ หนี้ที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่บริษัท ซ. มีต่อบริษัท ส. ไม่ใช่เป็นหนี้ของจำเลยในฐานะส่วนตัว สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยไม่ได้นำสืบว่าหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ ทั้งจำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์โดยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญา จึงรับฟังไม่ได้ว่าหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ตามที่โจทก์อ้าง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์จำต้องกล่าวในฟ้องถึงการแปลงหนี้ด้วยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการขายอาหาร เคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์สำรับการเลี้ยงสัตว์น้ำ จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้ง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด โอนเงิน 5,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฉะเชิงเทรา และจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด รับว่าได้รับชำระเงินดังกล่าวไว้แล้ว วันที่ 9 กรกฎาคม 2544 จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ตกลงว่าจะชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2544 แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2544 จำเลยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด สั่งจ่ายเช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 4,000,000 บาท แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และลงลายมือชื่อรับว่าได้คืนเงินค่าชำระค่าสินค้าล่วงหน้าแก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด 4,000,000 บาท เป็นเช็คฉบับดังกล่าว แต่เมื่อเช็คฉบับดังกล่าวถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง จำเลยเป็นหนี้ต้องคืนเงินที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยเป็นค่าชำระค่าสินค้าล่วงหน้า 4,000,000 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่มีเงินคืนจึงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง ให้โจทก์อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า จำเลยเคยเสนอขายจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้งให้แก่โจทก์ซึ่งตรงกับความประสงค์ของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด ที่ต้องการซื้อเพื่อนำไปใช้เองและขายต่อให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และต้องใช้เป็นจำนวนมาก แต่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ไม่มีเงินทุนพอในการผลิตสินค้าได้ปริมาณเท่าที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัดต้องการ จำเลยจึงเสนอให้โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้า 5,000,000 บาท แล้วจำเลยจะทยอยส่งสินค้าให้แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้เดียวจนกว่าจะครบจำนวนเงินค่าสินค้าที่ชำระล่วงหน้า โจทก์ตกลงจึงโอนเงินของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด เข้าบัญชีของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด แต่จำเลยไม่สามารถส่งสินค้าตามปริมาณที่ตกลงได้ โดยส่งได้คิดเป็นราคาเพียง 1,000,000 บาทเศษ บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่ประสงค์จะซื้อสินค้าดังกล่าวอีกต่อไปและให้จำเลยมาทำข้อตกลงเรื่องหนี้ดังกล่าวซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ยังคงค้างชำระเงินบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด 4,000,000 บาทเศษ แต่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ไม่มีเงินชำระ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องมอบให้โจทก์ไว้ ส่วนจำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เหตุที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด มอบเงิน 5,000,000 บาท ให้แก่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด เพื่อร่วมลงทุนในการผลิตจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้งและขยายกำลังการผลิตสินค้าตามปริมาณที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ต้องการ และให้บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด เป็นตัวแทนผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้เดียว บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกรีคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด จัดส่งสินค้าให้แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด หลังจากนั้นบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่สั่งสินค้าอีก อ้างว่าสินค้าดังกล่าวไม่ได้ผลตามที่คาดหมาย เป็นเหตุให้สินค้าของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด เหลือเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถจัดจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินให้โจทก์โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญากู้ยืมเงิน เห็นว่า แม้จะรับฟังได้ตามที่โจทก์อ้างว่า เงิน 5,000,000 บาท ที่โจทก์มอบให้จำเลยเป็นค่าสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เป็นการร่วมลงทุนกับจำเลยก็ตาม แต่ปรากฏว่าข้อตกลงมอบเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เป็นข้อตกลงในฐานะส่วนตัวของโจทก์กับจำเลย แต่เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด กับจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด หนี้ที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด มีต่อบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่ใช่เป็นหนี้ของจำเลยในฐานะส่วนตัว สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดว่า โจทก์ไม่มีมูลหนี้ตามฟ้องที่จะเรียกร้องจากจำเลยได้นั้น ชอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล และต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยไม่จำต้องนำมากล่าวซ้ำอีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องให้โจทก์เป็นการแปลงหนี้จากค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแก่จำเลยล่วงหน้ามาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อยังไม่มีการชำระหนี้ถือว่าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมีผลสมบูรณ์ และโจทก์ไม่จำต้องกล่าวในฟ้องถึงการแปลงหนี้ดังกล่าว ก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องจากจำเลยได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 4,000,000 บาท โดยไม่ได้นำสืบว่าหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ ทั้งจำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์โดยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญา จึงรับฟังไม่ได้ว่า หนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ตามที่โจทก์อ้าง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จำต้องกล่าวในฟ้องถึงการแปลงหนี้ด้วยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมควร วิเชียรวรรณ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-เรวัตร อิศราภรณ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ 1. คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่ทำสัญญากู้ไว้โดยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญา มีปัญหาว่ามีประเด็นวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า หนี้เงินกู้เกิดจากการแปลงหนี้ได้หรือไม่ การจะอุทธรณ์หรือฎีกาได้จะต้องเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และการจะถือว่าได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบจะต้องเป็นข้อที่เป็นประเด็นในคดี นั่นคือ มีการยกอ้างตั้งประเด็นในเรื่องนั้นไว้แล้วในคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5) หากปัญหาใดมิได้มีการกล่าวตั้งประเด็นเอาไว้ในคำคู่ความย่อมจะทำให้ไม่อาจนำสืบถึงข้อเท็จจริงในปัญหานั้นได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง หรือแม้จะนำสืบไว้ก็ไม่อาจรับฟังได้ ต้องห้ามตามมาตรา 87 (1) และศาลจะนำปัญหาที่ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทขึ้นวินิจฉัยไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ปัญหาในข้อที่มิได้เป็นประเด็นพิพาทจึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างมาก่อน ต้องห้ามตามมาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 249 วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะเป็นปัญหาในข้อความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 225 วรรคสองและมาตรา 249 วรรคสอง 2. อย่างไรก็ดี การจะถือว่าข้อใดเป็นข้อที่ได้ยกอ้างตั้งประเด็นไว้แล้วในคำคู่ความหาได้มีความหมายว่าจะต้องมีการระบุไว้โดยชัดแจ้งในคำคู่ความถึงข้อปัญหานั้นโดยตรงเท่านั้นไม่ หากมีการกล่าวในคำคู่ความ ไม่ว่าจะปรากฏในคำฟ้องหรือคำให้การในเรื่องใดแต่มีความหายครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่น ข้อปัญหาในเรื่องอื่นที่ความในคำคู่ความกินความหมายรวมไปถึงก็ถือว่าอยู่ในประเด็นแห่งคดีที่จะนำสืบและยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ฎีกาได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2405/2534 โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินค้าผ้าจากจำเลย จำเลยให้การว่าโจทก์ผิดสัญญาส่งผ้าให้จำเลยล่าช้าและไม่ครบถ้วน แม้จะไม่ปรากฏถ้อยคำว่า "สัญญาต่างตอบแทน" ไว้ในคำคู่ความเลยก็ตาม แต่ก็มีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าสัญญาซื้อขายผ้าตามฟ้องเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนัยเดียวกัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกหนี้ตามสัญญากู้ มีปัญหาตามที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าโจทก์จะฎีกาว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้เกิดจากการแปลงหนี้ โดยที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้องว่าเป็นการแปลงหนี้ได้หรือไม่ หากจะพิจารณาเฉพาะในปัญหาว่า การฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ จะมีความหมายรวมถึงประเด็นแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ คงต้องพิจารณาจากสภาพของสัญญากู้ยืมเงินเป็นสำคัญ เนื่องจากหนี้ที่เกิดจากสัญญากู้ยืมเงินหาจำต้องเกิดจากการตกลงกู้เงินกันเท่านั้นไม่ แต่อาจเกิดจากการแปลงหนี้จากมูลหนี้อื่นมาเป็นมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2550 หนี้เดิมเป็นหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงินได้ หรือฎีกาที่ 4252/2528 จำเลยมีหนี้ที่จะต้องวางมัดจำแปลงมาเป็นหนี้เงินกู้ยืมได้ เป็นต้น ดังนั้น ตามฎีกาที่โจทก์อ้างว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเกิดจากการแปลงหนี้โดยโจทก์ไม่จำต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงรับฟังได้ 3. แม้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้โดยฎีกาว่าหนี้เงินกู้เกิดจากการแปลงหนี้ก็ดี แต่ข้อเท็จจริงตามทางวินิจฉัยของศาลฎีการับฟังเป็นยุติแล้วว่าหนี้ดังกล่าวเป็นของบริษัท ส. ที่มีต่อบริษัท ซ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์และจำเลย การที่โจทก์เอาหนี้ของบริษัท ซ. มาแปลงเป็นหนี้ของจำเลยจึงไม่อาจกระทำได้ เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะวินิจฉัยว่าหนี้กู้ยืมเกิดจากการแปลงหนี้หรือไม่ก็ไม่อาจทำให้โจทก์ชนะคดีได้ นั่นคือ หากฟังไม่ได้ว่ามีการแปลงหนี้ โจทก์ก็แพ้คดีเพราะพิสูจน์ไม่ได้ตามข้ออ้าง หากฟังได้ว่าแปลงหนี้กับจำเลยก็ขาดนิติสัมพันธ์ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางวินิจฉัยของศาลฎีกาแสดงว่า มูลหนี้ดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลย ไม่ว่าวินิจฉัยไปในทางใดโจทก์ก็ไม่อาจชนะคดีในประเด็นนี้ได้ ข้อฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง นั่นคือ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั่นเอง นพพร โพธิรังสิยากร
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503107
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082000094"
    }
}
date
2552
deka_no
7625/2552
deka_running_no
7625
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สมควร วิเชียรวรรณ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "เรวัตร อิศราภรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 66"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุนันทา สุขสงวน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมัฆวาฬ สุวรรณเรือง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการขายอาหาร เคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์สำรับการเลี้ยงสัตว์น้ำ จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้ง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด โอนเงิน 5,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฉะเชิงเทรา และจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด รับว่าได้รับชำระเงินดังกล่าวไว้แล้ว วันที่ 9 กรกฎาคม 2544 จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ตกลงว่าจะชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2544 แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2544 จำเลยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด สั่งจ่ายเช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 4,000,000 บาท แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และลงลายมือชื่อรับว่าได้คืนเงินค่าชำระค่าสินค้าล่วงหน้าแก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด 4,000,000 บาท เป็นเช็คฉบับดังกล่าว แต่เมื่อเช็คฉบับดังกล่าวถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง จำเลยเป็นหนี้ต้องคืนเงินที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยเป็นค่าชำระค่าสินค้าล่วงหน้า 4,000,000 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่มีเงินคืนจึงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้อง ให้โจทก์อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า จำเลยเคยเสนอขายจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้งให้แก่โจทก์ซึ่งตรงกับความประสงค์ของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด ที่ต้องการซื้อเพื่อนำไปใช้เองและขายต่อให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และต้องใช้เป็นจำนวนมาก แต่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ไม่มีเงินทุนพอในการผลิตสินค้าได้ปริมาณเท่าที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัดต้องการ จำเลยจึงเสนอให้โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้า 5,000,000 บาท แล้วจำเลยจะทยอยส่งสินค้าให้แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด และบริษัทกุ้งสยาม จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้เดียวจนกว่าจะครบจำนวนเงินค่าสินค้าที่ชำระล่วงหน้า โจทก์ตกลงจึงโอนเงินของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด เข้าบัญชีของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด แต่จำเลยไม่สามารถส่งสินค้าตามปริมาณที่ตกลงได้ โดยส่งได้คิดเป็นราคาเพียง 1,000,000 บาทเศษ บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่ประสงค์จะซื้อสินค้าดังกล่าวอีกต่อไปและให้จำเลยมาทำข้อตกลงเรื่องหนี้ดังกล่าวซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ยังคงค้างชำระเงินบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด 4,000,000 บาทเศษ แต่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ไม่มีเงินชำระ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องมอบให้โจทก์ไว้ ส่วนจำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เหตุที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด มอบเงิน 5,000,000 บาท ให้แก่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด เพื่อร่วมลงทุนในการผลิตจุลินทรีย์ในการเลี้ยงกุ้งและขยายกำลังการผลิตสินค้าตามปริมาณที่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ต้องการ และให้บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด เป็นตัวแทนผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้เดียว บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกรีคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด จัดส่งสินค้าให้แก่บริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด หลังจากนั้นบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่สั่งสินค้าอีก อ้างว่าสินค้าดังกล่าวไม่ได้ผลตามที่คาดหมาย เป็นเหตุให้สินค้าของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด เหลือเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถจัดจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นได้ จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินให้โจทก์โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญากู้ยืมเงิน เห็นว่า แม้จะรับฟังได้ตามที่โจทก์อ้างว่า เงิน 5,000,000 บาท ที่โจทก์มอบให้จำเลยเป็นค่าสินค้าที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เป็นการร่วมลงทุนกับจำเลยก็ตาม แต่ปรากฏว่าข้อตกลงมอบเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เป็นข้อตกลงในฐานะส่วนตัวของโจทก์กับจำเลย แต่เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด กับจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด หนี้ที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่บริษัทเซ้าท์อีสต์ อกริคัลเจอรัล แอนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด มีต่อบริษัทสุนันทาฟาร์ม จำกัด ไม่ใช่เป็นหนี้ของจำเลยในฐานะส่วนตัว สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดว่า โจทก์ไม่มีมูลหนี้ตามฟ้องที่จะเรียกร้องจากจำเลยได้นั้น ชอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล และต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยไม่จำต้องนำมากล่าวซ้ำอีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องให้โจทก์เป็นการแปลงหนี้จากค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแก่จำเลยล่วงหน้ามาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อยังไม่มีการชำระหนี้ถือว่าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมีผลสมบูรณ์ และโจทก์ไม่จำต้องกล่าวในฟ้องถึงการแปลงหนี้ดังกล่าว ก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องจากจำเลยได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 4,000,000 บาท โดยไม่ได้นำสืบว่าหนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ ทั้งจำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์โดยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญา จึงรับฟังไม่ได้ว่า หนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ตามที่โจทก์อ้าง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จำต้องกล่าวในฟ้องถึงการแปลงหนี้ด้วยหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
1. คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่ทำสัญญากู้ไว้โดยไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญา มีปัญหาว่ามีประเด็นวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า หนี้เงินกู้เกิดจากการแปลงหนี้ได้หรือไม่ การจะอุทธรณ์หรือฎีกาได้จะต้องเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และการจะถือว่าได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบจะต้องเป็นข้อที่เป็นประเด็นในคดี นั่นคือ มีการยกอ้างตั้งประเด็นในเรื่องนั้นไว้แล้วในคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5) หากปัญหาใดมิได้มีการกล่าวตั้งประเด็นเอาไว้ในคำคู่ความย่อมจะทำให้ไม่อาจนำสืบถึงข้อเท็จจริงในปัญหานั้นได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง หรือแม้จะนำสืบไว้ก็ไม่อาจรับฟังได้ ต้องห้ามตามมาตรา 87 (1) และศาลจะนำปัญหาที่ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทขึ้นวินิจฉัยไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ปัญหาในข้อที่มิได้เป็นประเด็นพิพาทจึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างมาก่อน ต้องห้ามตามมาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 249 วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะเป็นปัญหาในข้อความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 225 วรรคสองและมาตรา 249 วรรคสอง 2. อย่างไรก็ดี การจะถือว่าข้อใดเป็นข้อที่ได้ยกอ้างตั้งประเด็นไว้แล้วในคำคู่ความหาได้มีความหมายว่าจะต้องมีการระบุไว้โดยชัดแจ้งในคำคู่ความถึงข้อปัญหานั้นโดยตรงเท่านั้นไม่ หากมีการกล่าวในคำคู่ความ ไม่ว่าจะปรากฏในคำฟ้องหรือคำให้การในเรื่องใดแต่มีความหายครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่น ข้อปัญหาในเรื่องอื่นที่ความในคำคู่ความกินความหมายรวมไปถึงก็ถือว่าอยู่ในประเด็นแห่งคดีที่จะนำสืบและยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ฎีกาได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2405/2534 โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินค้าผ้าจากจำเลย จำเลยให้การว่าโจทก์ผิดสัญญาส่งผ้าให้จำเลยล่าช้าและไม่ครบถ้วน แม้จะไม่ปรากฏถ้อยคำว่า "สัญญาต่างตอบแทน" ไว้ในคำคู่ความเลยก็ตาม แต่ก็มีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าสัญญาซื้อขายผ้าตามฟ้องเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนัยเดียวกัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกหนี้ตามสัญญากู้ มีปัญหาตามที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าโจทก์จะฎีกาว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้เกิดจากการแปลงหนี้ โดยที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้องว่าเป็นการแปลงหนี้ได้หรือไม่ หากจะพิจารณาเฉพาะในปัญหาว่า การฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ จะมีความหมายรวมถึงประเด็นแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ คงต้องพิจารณาจากสภาพของสัญญากู้ยืมเงินเป็นสำคัญ เนื่องจากหนี้ที่เกิดจากสัญญากู้ยืมเงินหาจำต้องเกิดจากการตกลงกู้เงินกันเท่านั้นไม่ แต่อาจเกิดจากการแปลงหนี้จากมูลหนี้อื่นมาเป็นมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2550 หนี้เดิมเป็นหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงินได้ หรือฎีกาที่ 4252/2528 จำเลยมีหนี้ที่จะต้องวางมัดจำแปลงมาเป็นหนี้เงินกู้ยืมได้ เป็นต้น ดังนั้น ตามฎีกาที่โจทก์อ้างว่ามูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเกิดจากการแปลงหนี้โดยโจทก์ไม่จำต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงรับฟังได้ 3. แม้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้โดยฎีกาว่าหนี้เงินกู้เกิดจากการแปลงหนี้ก็ดี แต่ข้อเท็จจริงตามทางวินิจฉัยของศาลฎีการับฟังเป็นยุติแล้วว่าหนี้ดังกล่าวเป็นของบริษัท ส. ที่มีต่อบริษัท ซ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์และจำเลย การที่โจทก์เอาหนี้ของบริษัท ซ. มาแปลงเป็นหนี้ของจำเลยจึงไม่อาจกระทำได้ เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะวินิจฉัยว่าหนี้กู้ยืมเกิดจากการแปลงหนี้หรือไม่ก็ไม่อาจทำให้โจทก์ชนะคดีได้ นั่นคือ หากฟังไม่ได้ว่ามีการแปลงหนี้ โจทก์ก็แพ้คดีเพราะพิสูจน์ไม่ได้ตามข้ออ้าง หากฟังได้ว่าแปลงหนี้กับจำเลยก็ขาดนิติสัมพันธ์ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางวินิจฉัยของศาลฎีกาแสดงว่า มูลหนี้ดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลย ไม่ว่าวินิจฉัยไปในทางใดโจทก์ก็ไม่อาจชนะคดีในประเด็นนี้ได้ ข้อฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง นั่นคือ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั่นเอง นพพร โพธิรังสิยากร
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000536.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552