คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2546 ฉบับเต็ม

#50320
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2546 นาย ชาญหรือปาน สวัสดิ์สาลี โจทก์ นาย พัฒนา สุขประเสริฐ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6, มาตรา 14, มาตรา 15, มาตรา 27, มาตรา 31, มาตรา 32, มาตรา 33 ขณะที่โจทก์เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานก.พ. มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรม แต่ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้นจึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และสำนักงานก.พ. ซึ่งโจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มนอกเวลาราชการ โจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมในหนังสือดังกล่าวจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ มิใช่สำนักงาน ก.พ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14 แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง บุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น หากจำเลยที่ 1 นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ 1 จะต้องสร้างงานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามมาตรา 15(1) ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27(1) หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150 หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำบางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือขึ้นโดยมิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือคำให้การและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอาจารย์สังกัดจำเลยที่ 2 ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียน แสดงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสอง และมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา โดยไม่ได้หากำไรซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) แต่จำเลยที่ 1 ได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าว แม้จะได้รับในอัตราต่ำสุดก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว การคัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะต้องเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอนตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะคัด ลอกหรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนแต่การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญและมีปริมาณงานเป็นจำนวนมาก จึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควร หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรมขนาด 8 หน้ายก ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจำเลยที่ 1 นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม 26 รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่มผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 33 หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" มีการจัดพิมพ์จำหน่ายรวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1จำนวน 500 เล่ม และครั้งที่ 2 จำนวน 1,000 เล่ม มีวางจำหน่ายที่ร้านขายหนังสือในราคาเล่มละ 165 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำซ้ำและดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า เมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่าย จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทวรรณกรรม คือหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา"ตั้งแต่ปี 2526 และโจทก์ได้มอบให้สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือสำนักงาน ก.พ. จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2527 โดยอนุญาตได้ใช้เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรมของสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. ต่อมาโจทก์ได้เพิ่มเติมเนื้อหาการติดตามผลการฝึกอบรมขึ้นอีกเป็นหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และได้อนุญาตให้สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่และใช้เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรมเมื่อเดือนเมษายน 2531 ต่อมาในปี 2535 โจทก์ได้มอบหมายได้สวัสดิการสำนักงาน ก.พ.จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" โดยได้รับค่าลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" โดยได้คัดลอก ทำซ้ำ และหรือดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์ในระหว่างหน้า 3 ถึงหน้า 48 จำนวน 30 หน้า โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าหากำไร อันเป็นการร่วมละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โจทก์จึงได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งด้วยวาจาและโดยลายลักษณ์อักษร แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้คุณค่าในการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ในหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" สูญเสียไปสาธารณชนอาจเกิดความสับสนถึงความเป็นผู้สร้างสรรค์งานที่แท้จริงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองคัดลอกงานของโจทก์ในอัตราร้อยละ 40จากรายได้ในการจำหน่ายหนังสือของจำเลยทั้งหมดเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายในชื่อเสียง การขาดซึ่งกรรมสิทธิ์เป็นเงิน 700,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 800,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองประกาศคำพิพากษาโดยย่อและขอขมาโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันไทยรัฐและมติชนเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ตามคำฟ้องนั้นจัดพิมพ์โดยสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. ซึ่งเผยแพร่แก่ข้าราชการผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่จัดโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือนในหลักสูตรต่าง ๆ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการที่ผ่านการฝึกอบรมนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาไปขยายผลโดยจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหน่วยงานที่ตนสังกัดโจทก์เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงาน ก.พ. ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรในการฝึกอบรม หนังสือตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเล่มเป็นการ เอางานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมารวบรวมไว้เพื่อใช้ในกิจการของสำนักงานก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ การรวบรวมขึ้นดังกล่าวเป็นการทำตามคำสั่งหรืออยู่ในความควบคุมของหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดอยู่และไม่มีการตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเล่ม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานภายในของจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการจัดพิมพ์ตำรา คำสอน ผลงานวิจัย เอกสารประกอบการศึกษาและหนังสืออื่น ๆ ในระดับอุดมศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการและสังคม และส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากหนังสือและสิ่งตีพิมพ์ด้วยการเผยแพร่ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยให้บริการรับทำต้นฉบับ ตำรา และสิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการให้แก่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 โดยไม่มุ่งแสวงผลกำไรแบบธุรกิจเอกชนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นตำราและเอกสารประกอบการสอนของจำเลยที่ 1 การจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ในเชิงวิชาการและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย และกระจายโอกาสให้นักศึกษาในสถาบันต่าง ๆ มีไว้ใช้ประกอบการเรียนการสอน หนังสือดังกล่าวเป็นการรวบรวมวิชาการจากแหล่งต่าง ๆ มาไว้โดยมีการแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการตรวจสอบคุณภาพทางวิชาการและประเมินคุณภาพของตำรา หากมีการกล่าวอ้างถึงผลงานของผู้ใดก็มีการกล่าวอ้างระบุถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ด้วย ข้อความที่ปรากฏในหนังสือที่โจทก์กล่าวอ้างจำเลยที่ 1 ก็ได้ระบุถึงความเป็นเจ้าของข้อความนั้นของโจทก์ไว้ทุกแห่งเช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อการศึกษาและวิจัย ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร จึงมิใช่การละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง เนื่องจากหนังสือทั้งสองเล่มตามคำฟ้องของโจทก์นั้นเป็นการรวบรวมเอามาจากตำราของชาวต่างประเทศและผู้คิดค้นชาวไทย ซึ่งได้คิดค้นและวางรูปแบบไว้อยู่แล้ว โจทก์เพียงแต่รวบรวมมาจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองมิใช่การกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าทั้งยังช่วยเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของโจทก์ให้คนทั่วไปรู้จักมากขึ้นอีกด้วย หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็คงไม่เกิน 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า หนังสือทั้งสองเล่มเป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น โจทก์เป็นผู้มีสิทธิ์ในงานดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองจัดจำหน่ายหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อแสวงหากำไรและเป็นการแข่งขันกับโจทก์ จึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหายจากรายได้หรือผลกำไรในงานที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์มีชื่อเดิมว่า "ปาน" ปรากฏตามหลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัวเอกสารหมาย จ.1 โจทก์รับราชการอยู่ที่ฝ่ายวิจัยและประเมินผลสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. โจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมายจ.14 และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.20 จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 7 สังกัดมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานภายในของจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 เมื่อประมาณปี 2538 ปรากฏตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2539 เอกสารหมาย ล.2 และโครงการจัดตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอกสารหมาย ล.9 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เอกสารหมาย จ.30 ขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 และจัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หรือไม่ โจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ขึ้นด้วยความริเริ่มของโจทก์เมื่อปี 2526 และปี 2530 ตามลำดับ ต่อมาสำนักงาน ก.พ. ได้พิมพ์เผยแพร่ให้ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยเมื่อเดือนมกราคม 2527 และเดือนเมษายน 2531 ตามลำดับ โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้เขียน นางสาวสินี เจริญพจน์ ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า พยานเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน หนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นเกิดจากความริเริ่มจัดทำขึ้นด้วยความสมัครใจของโจทก์เอง มิใช่เพราะได้รับคำสั่งหรืออยู่ในความควบคุมของพยานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์ในขณะนั้น และเป็นการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการซึ่งโจทก์มิได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนทางอื่นจากทางราชการ นายพันธุ์เรือง พันธุ์หงส์ รับราชการอยู่ในสำนักงาน ก.พ. โดยเป็นผู้จัดการสวัสดิการ สำนักงาน ก.พ. เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าพยานได้ออกหนังสือรับรองผลงานหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ที่สวัสดิการสำนักงาน ก.พ. ได้จัดพิมพ์ขึ้น4 ครั้ง เมื่อปี 2535, 2538, 2540 และ 2542 และหนังสือ "คู่มือนักฝึกอบรมมืออาชีพ :การจัดดำเนินการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิผล" ได้จัดพิมพ์ขึ้น 2 ครั้ง เมื่อปี 2539 และ2542 ว่าเป็นผลงานเขียนของโจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าของผลงานดังกล่าวข้างต้นโจทก์จึงได้รับค่าลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์หนังสือทุกครั้ง เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ขณะที่โจทก์เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" นั้น โจทก์มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้น จึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ นอกจากนั้นนางสาวสีนีผู้บังคับบัญชาของโจทก์ยังยืนยันว่า โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวนอกเวลาราชการ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ขึ้นเอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์เขียนหนังสือตามเอกสารหมาย จ.14 โดยอาศัยเอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง "การประเมินผลการฝึกอบรม" ของ Dr.David R.Moers ตามเอกสารหมาย จ.7 และคัดลอกมาจากหนังสืออื่น ๆ ด้วย โจทก์จึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ในหนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นนั้น เห็นว่า ในการเขียนหนังสือของโจทก์ดังกล่าวโจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและได้คิดกำหนดสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หาใช่สำนักงานก.พ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 1ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ตามเอกสารหมาย จ.30 โดยรวบรวมจากทฤษฎี แนวความคิด และประสบการณ์ของผู้รู้หลายท่านและของจำเลยที่ 1 จากการเป็นอาจารย์สอนนิสิตระดับปริญญาตรีและปริญญาโทรวมทั้งจากความรู้ในเอกสาร "เทคนิคการประเมินและติดตามผล" ซึ่งจัดทำโดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 1จึงไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มของโจทก์ เห็นว่า แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง บุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น กล่าวโดยเฉพาะก็คือ หากจำเลยที่ 1 นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ 1 จะต้องสร้างงานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15(1) หากจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27(1) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เมื่อพิจารณาหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.30 แล้ว จะเห็นได้ว่า ในหัวข้อความหมายของการประเมินผล ขั้นตอนในการประเมินผลการฝึกอบรมรูปแบบของรายงานแนวทางเบื้องต้นในการวิเคราะห์โครงการฝึกอบรม การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการประเมินผล และการวางแผนประเมินผล มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.14 และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.17 ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำ บางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งสองได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจัดพิมพ์ ส่วนจำเลยที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวออกเผยแพร่โดยผ่านการตรวจตามระเบียบของทางราชการแล้ว เป็นการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการ ไม่ได้แสวงหากำไร และไม่ได้จำหน่ายในลักษณะปิดบังซ่อนเร้นแหล่งผลิต จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าหนังสือดังกล่าวละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่าการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือคำให้การและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาการกระทำเพื่อหากำไรนั้น ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ในการเผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มุ่งแสวงผลกำไรแบบธุรกิจเอกชน เพราะตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียนตามเอกสารหมาย จ.46 แสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานราชการ จัดพิมพ์ตำราต่าง ๆ ตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2โดยมีคณะกรรมการบริหารของสำนักพิมพ์พิจารณาในขั้นต้น และมีบรรณาธิการตรวจคุณภาพ ในการจัดพิมพ์หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว จึงย่อมจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจทราบในเบื้องต้นได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนการจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในระยะต่อมานั้น ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์เองว่า หลังจากโจทก์ร้องเรียนการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 แล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือ 2 เล่มที่โจทก์เขียน อาจจะเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงาน ก.พ. ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จึงขอให้มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามเอกสารหมาย จ.47 อันเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่ามหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 หารืออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามเอกสารหมาย ล.13 ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีหนังสือลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ตอบข้อหารือว่า งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ หรือในการจ้างหรือตามคำสั่ง หรือในความควบคุมของหน่วยงานของรัฐ ลิขสิทธิ์ย่อมตกเป็นของหน่วยงานของรัฐนั้น นอกจากจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษรตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14ตามเอกสารหมาย ล.14 ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ตามเอกสารหมาย จ.46 แจ้งผลการพิจารณาการร้องเรียนให้โจทก์ทราบว่า มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วเห็นว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทบวงมหาวิทยาลัยเห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการเรียบเรียงหนังสือเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอน ไม่มีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือหากำไรเป็นการส่วนตัวจึงยังไม่สมควรดำเนินการทางวินัย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมา และจำเลยที่ 1 จะกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในหนังสือ 2 เล่มของโจทก์ดังกล่าวหรือไม่ ยังเป็นปัญหาที่มีเหตุผลอันควรโต้แย้งและแต่ละฝ่ายอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงก็ได้ใช้ความพยายามในการแสวงหาข้อยุติของปัญหานี้อย่างเต็มที่แล้ว หาได้นิ่งเฉยต่อปัญหาดังกล่าวไม่ ทั้งมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ก็ได้จัดจำหน่ายหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"โดยเปิดเผย หาได้ปิดบังซ่อนเร้นแต่ประการใดไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ แล้วจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือดังกล่าวเพื่อการค้าอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ (2) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการต่อมามีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการวิจัยและใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนโดยไม่ได้แสวงหากำไร ทั้งมีการอ้างอิงที่มาของข้อความไว้แล้ว จึงเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เห็นว่า ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสอง และมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้น ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษาโดยไม่ได้หากำไรซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก็ตามแต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าว แม้จะได้รับในอัตราต่ำสุดตามเอกสารหมาย จ.46 ก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ส่วนการคัดลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 นั้น จะต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอน ตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้นแม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จะคัด ลอกหรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนก็ตามแต่ปรากฏว่าการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญ และมีปริมาณงานเป็นจำนวนมากจึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอกหรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควร สำหรับปัญหาการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น ได้ความว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรมขนาดกว้างประมาณ 10 นิ้วครึ่ง ยาว 7 นิ้วครึ่งอันจัดอยู่ในหนังสือประเภทขนาด 8 หน้า ยก ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจำเลยที่ 1 นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ 1ดังที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์ และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม 26 รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่มในกรณีเช่นนี้ ผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ประการแรกของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนปัญหาหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สองประการหลังนั้นปรากฏว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"มีการจัดพิมพ์จำหน่ายรวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 พิมพ์เมื่อปี 2540 จำนวน 500 เล่ม และครั้งที่ 2 พิมพ์เพื่อปี 2541 จำนวน 1,000 เล่ม มีวางจำหน่ายที่ร้านขายหนังสือ "แพร่พิทยา" ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ด้วย ในราคาเล่มละ165 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำซ้ำและดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้าทั้งภายหลังเมื่อมีการฟ้องคดีนี้แล้ว หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เอกสารหมาย จ.30ก็ยังมีจำหน่ายอยู่ในร้ายขายหนังสือแพร่พิทยา โดยจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการให้ระงับการจำหน่ายหนังสือที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่าย จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์สองประการหลังของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่งมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) และมาตรา 33 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ นั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ของจำเลยที่ 2" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์-เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-ประสพสุข บุญเดช) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50320
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046095"
    }
}
date
2546
deka_no
1908/2546
deka_running_no
1908
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์",
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "ประสพสุข บุญเดช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 14",
            "ม. 15",
            "ม. 27",
            "ม. 31",
            "ม. 32",
            "ม. 33"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ชาญหรือปาน สวัสดิ์สาลี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย พัฒนา สุขประเสริฐ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทวรรณกรรม คือหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา"ตั้งแต่ปี 2526 และโจทก์ได้มอบให้สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือสำนักงาน ก.พ. จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2527 โดยอนุญาตได้ใช้เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรมของสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. ต่อมาโจทก์ได้เพิ่มเติมเนื้อหาการติดตามผลการฝึกอบรมขึ้นอีกเป็นหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และได้อนุญาตให้สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่และใช้เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรมเมื่อเดือนเมษายน 2531 ต่อมาในปี 2535 โจทก์ได้มอบหมายได้สวัสดิการสำนักงาน ก.พ.จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" โดยได้รับค่าลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" โดยได้คัดลอก ทำซ้ำ และหรือดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์ในระหว่างหน้า 3 ถึงหน้า 48 จำนวน 30 หน้า โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าหากำไร อันเป็นการร่วมละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โจทก์จึงได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งด้วยวาจาและโดยลายลักษณ์อักษร แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้คุณค่าในการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ในหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" สูญเสียไปสาธารณชนอาจเกิดความสับสนถึงความเป็นผู้สร้างสรรค์งานที่แท้จริงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองคัดลอกงานของโจทก์ในอัตราร้อยละ 40จากรายได้ในการจำหน่ายหนังสือของจำเลยทั้งหมดเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายในชื่อเสียง การขาดซึ่งกรรมสิทธิ์เป็นเงิน 700,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 800,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองประกาศคำพิพากษาโดยย่อและขอขมาโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันไทยรัฐและมติชนเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน

จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ตามคำฟ้องนั้นจัดพิมพ์โดยสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. ซึ่งเผยแพร่แก่ข้าราชการผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่จัดโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือนในหลักสูตรต่าง ๆ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการที่ผ่านการฝึกอบรมนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาไปขยายผลโดยจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหน่วยงานที่ตนสังกัดโจทก์เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงาน ก.พ. ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรในการฝึกอบรม หนังสือตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเล่มเป็นการ เอางานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมารวบรวมไว้เพื่อใช้ในกิจการของสำนักงานก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ การรวบรวมขึ้นดังกล่าวเป็นการทำตามคำสั่งหรืออยู่ในความควบคุมของหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดอยู่และไม่มีการตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเล่ม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานภายในของจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการจัดพิมพ์ตำรา คำสอน ผลงานวิจัย เอกสารประกอบการศึกษาและหนังสืออื่น ๆ ในระดับอุดมศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการและสังคม และส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากหนังสือและสิ่งตีพิมพ์ด้วยการเผยแพร่ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยให้บริการรับทำต้นฉบับ ตำรา และสิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการให้แก่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 โดยไม่มุ่งแสวงผลกำไรแบบธุรกิจเอกชนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นตำราและเอกสารประกอบการสอนของจำเลยที่ 1 การจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ในเชิงวิชาการและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย และกระจายโอกาสให้นักศึกษาในสถาบันต่าง ๆ มีไว้ใช้ประกอบการเรียนการสอน หนังสือดังกล่าวเป็นการรวบรวมวิชาการจากแหล่งต่าง ๆ มาไว้โดยมีการแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการตรวจสอบคุณภาพทางวิชาการและประเมินคุณภาพของตำรา หากมีการกล่าวอ้างถึงผลงานของผู้ใดก็มีการกล่าวอ้างระบุถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ด้วย ข้อความที่ปรากฏในหนังสือที่โจทก์กล่าวอ้างจำเลยที่ 1 ก็ได้ระบุถึงความเป็นเจ้าของข้อความนั้นของโจทก์ไว้ทุกแห่งเช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อการศึกษาและวิจัย ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร จึงมิใช่การละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง เนื่องจากหนังสือทั้งสองเล่มตามคำฟ้องของโจทก์นั้นเป็นการรวบรวมเอามาจากตำราของชาวต่างประเทศและผู้คิดค้นชาวไทย ซึ่งได้คิดค้นและวางรูปแบบไว้อยู่แล้ว โจทก์เพียงแต่รวบรวมมาจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองมิใช่การกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าทั้งยังช่วยเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของโจทก์ให้คนทั่วไปรู้จักมากขึ้นอีกด้วย หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็คงไม่เกิน 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า หนังสือทั้งสองเล่มเป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น โจทก์เป็นผู้มีสิทธิ์ในงานดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองจัดจำหน่ายหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อแสวงหากำไรและเป็นการแข่งขันกับโจทก์ จึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหายจากรายได้หรือผลกำไรในงานที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์มีชื่อเดิมว่า "ปาน" ปรากฏตามหลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัวเอกสารหมาย จ.1 โจทก์รับราชการอยู่ที่ฝ่ายวิจัยและประเมินผลสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. โจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมายจ.14 และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.20 จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 7 สังกัดมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานภายในของจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2511 เมื่อประมาณปี 2538 ปรากฏตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2539 เอกสารหมาย ล.2 และโครงการจัดตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอกสารหมาย ล.9 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือ"กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เอกสารหมาย จ.30 ขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 และจัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หรือไม่ โจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ขึ้นด้วยความริเริ่มของโจทก์เมื่อปี 2526 และปี 2530 ตามลำดับ ต่อมาสำนักงาน ก.พ. ได้พิมพ์เผยแพร่ให้ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยเมื่อเดือนมกราคม 2527 และเดือนเมษายน 2531 ตามลำดับ โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้เขียน นางสาวสินี เจริญพจน์ ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า พยานเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน หนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นเกิดจากความริเริ่มจัดทำขึ้นด้วยความสมัครใจของโจทก์เอง มิใช่เพราะได้รับคำสั่งหรืออยู่ในความควบคุมของพยานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์ในขณะนั้น และเป็นการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการซึ่งโจทก์มิได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนทางอื่นจากทางราชการ นายพันธุ์เรือง พันธุ์หงส์ รับราชการอยู่ในสำนักงาน ก.พ. โดยเป็นผู้จัดการสวัสดิการ สำนักงาน ก.พ. เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าพยานได้ออกหนังสือรับรองผลงานหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" ที่สวัสดิการสำนักงาน ก.พ. ได้จัดพิมพ์ขึ้น4 ครั้ง เมื่อปี 2535, 2538, 2540 และ 2542 และหนังสือ "คู่มือนักฝึกอบรมมืออาชีพ :การจัดดำเนินการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิผล" ได้จัดพิมพ์ขึ้น 2 ครั้ง เมื่อปี 2539 และ2542 ว่าเป็นผลงานเขียนของโจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าของผลงานดังกล่าวข้างต้นโจทก์จึงได้รับค่าลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์หนังสือทุกครั้ง เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ขณะที่โจทก์เขียนหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และหนังสือ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" นั้น โจทก์มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้น จึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่โจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ นอกจากนั้นนางสาวสีนีผู้บังคับบัญชาของโจทก์ยังยืนยันว่า โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวนอกเวลาราชการ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ขึ้นเอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์เขียนหนังสือตามเอกสารหมาย จ.14 โดยอาศัยเอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง "การประเมินผลการฝึกอบรม" ของ Dr.David R.Moers ตามเอกสารหมาย จ.7 และคัดลอกมาจากหนังสืออื่น ๆ ด้วย โจทก์จึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ในหนังสือทั้งสองเล่มที่โจทก์เขียนขึ้นนั้น เห็นว่า ในการเขียนหนังสือของโจทก์ดังกล่าวโจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและได้คิดกำหนดสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" หาใช่สำนักงานก.พ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 1ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ตามเอกสารหมาย จ.30 โดยรวบรวมจากทฤษฎี แนวความคิด และประสบการณ์ของผู้รู้หลายท่านและของจำเลยที่ 1 จากการเป็นอาจารย์สอนนิสิตระดับปริญญาตรีและปริญญาโทรวมทั้งจากความรู้ในเอกสาร "เทคนิคการประเมินและติดตามผล" ซึ่งจัดทำโดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 1จึงไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มของโจทก์ เห็นว่า แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง บุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น กล่าวโดยเฉพาะก็คือ หากจำเลยที่ 1 นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ 1 จะต้องสร้างงานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15(1) หากจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27(1) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เมื่อพิจารณาหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.30 แล้ว จะเห็นได้ว่า ในหัวข้อความหมายของการประเมินผล ขั้นตอนในการประเมินผลการฝึกอบรมรูปแบบของรายงานแนวทางเบื้องต้นในการวิเคราะห์โครงการฝึกอบรม การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการประเมินผล และการวางแผนประเมินผล มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ "คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.14 และ "คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา" เอกสารหมาย จ.17 ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำ บางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งสองได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจัดพิมพ์ ส่วนจำเลยที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวออกเผยแพร่โดยผ่านการตรวจตามระเบียบของทางราชการแล้ว เป็นการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการ ไม่ได้แสวงหากำไร และไม่ได้จำหน่ายในลักษณะปิดบังซ่อนเร้นแหล่งผลิต จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าหนังสือดังกล่าวละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่าการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือคำให้การและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาการกระทำเพื่อหากำไรนั้น ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ในการเผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มุ่งแสวงผลกำไรแบบธุรกิจเอกชน เพราะตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียนตามเอกสารหมาย จ.46 แสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานราชการ จัดพิมพ์ตำราต่าง ๆ ตามระเบียบว่าด้วยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2โดยมีคณะกรรมการบริหารของสำนักพิมพ์พิจารณาในขั้นต้น และมีบรรณาธิการตรวจคุณภาพ ในการจัดพิมพ์หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว จึงย่อมจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจทราบในเบื้องต้นได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนการจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในระยะต่อมานั้น ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์เองว่า หลังจากโจทก์ร้องเรียนการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 แล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือ 2 เล่มที่โจทก์เขียน อาจจะเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงาน ก.พ. ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จึงขอให้มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามเอกสารหมาย จ.47 อันเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่ามหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 หารืออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามเอกสารหมาย ล.13 ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีหนังสือลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ตอบข้อหารือว่า งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ หรือในการจ้างหรือตามคำสั่ง หรือในความควบคุมของหน่วยงานของรัฐ ลิขสิทธิ์ย่อมตกเป็นของหน่วยงานของรัฐนั้น นอกจากจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษรตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14ตามเอกสารหมาย ล.14 ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 ตามเอกสารหมาย จ.46 แจ้งผลการพิจารณาการร้องเรียนให้โจทก์ทราบว่า มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ได้หารือกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วเห็นว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทบวงมหาวิทยาลัยเห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการเรียบเรียงหนังสือเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอน ไม่มีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือหากำไรเป็นการส่วนตัวจึงยังไม่สมควรดำเนินการทางวินัย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมา และจำเลยที่ 1 จะกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในหนังสือ 2 เล่มของโจทก์ดังกล่าวหรือไม่ ยังเป็นปัญหาที่มีเหตุผลอันควรโต้แย้งและแต่ละฝ่ายอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ มหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงก็ได้ใช้ความพยายามในการแสวงหาข้อยุติของปัญหานี้อย่างเต็มที่แล้ว หาได้นิ่งเฉยต่อปัญหาดังกล่าวไม่ ทั้งมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 ก็ได้จัดจำหน่ายหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"โดยเปิดเผย หาได้ปิดบังซ่อนเร้นแต่ประการใดไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2รู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ แล้วจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือดังกล่าวเพื่อการค้าอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) และ (2) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการต่อมามีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการวิจัยและใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนโดยไม่ได้แสวงหากำไร ทั้งมีการอ้างอิงที่มาของข้อความไว้แล้ว จึงเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เห็นว่า ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสอง และมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้น ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษาโดยไม่ได้หากำไรซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก็ตามแต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าว แม้จะได้รับในอัตราต่ำสุดตามเอกสารหมาย จ.46 ก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ส่วนการคัดลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 นั้น จะต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอน ตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้นแม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จะคัด ลอกหรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนก็ตามแต่ปรากฏว่าการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญ และมีปริมาณงานเป็นจำนวนมากจึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอกหรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควร สำหรับปัญหาการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น ได้ความว่า หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรมขนาดกว้างประมาณ 10 นิ้วครึ่ง ยาว 7 นิ้วครึ่งอันจัดอยู่ในหนังสือประเภทขนาด 8 หน้า ยก ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจำเลยที่ 1 นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ 1ดังที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์ และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม 26 รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่มในกรณีเช่นนี้ ผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ประการแรกของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนปัญหาหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สองประการหลังนั้นปรากฏว่าหนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม"มีการจัดพิมพ์จำหน่ายรวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 พิมพ์เมื่อปี 2540 จำนวน 500 เล่ม และครั้งที่ 2 พิมพ์เพื่อปี 2541 จำนวน 1,000 เล่ม มีวางจำหน่ายที่ร้านขายหนังสือ "แพร่พิทยา" ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ด้วย ในราคาเล่มละ165 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำซ้ำและดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้าทั้งภายหลังเมื่อมีการฟ้องคดีนี้แล้ว หนังสือ "กลยุทธ์ในการฝึกอบรม" เอกสารหมาย จ.30ก็ยังมีจำหน่ายอยู่ในร้ายขายหนังสือแพร่พิทยา โดยจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการให้ระงับการจำหน่ายหนังสือที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่าย จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์สองประการหลังของข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่งมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) และมาตรา 33 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ นั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ของจำเลยที่ 2"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000950.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546