คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10389/2553 ฉบับเต็ม

#503230
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10389/2553 บริษัทสยามอรุณ เทรดดิ้ง จำกัด โจทก์ นางสาวสุจิน ศรีเกียรติเด่น จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 180, มาตรา 195 ป.วิ.พ. มาตรา 195 บัญญัติให้นำบทบัญญัติในคดีสามัญมาใช้บังคับกับคดีมโนสาเร่เช่นคดีนี้ด้วย กล่าวคือ กรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฯลฯ เมื่อคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยยื่นภายหลังล่วงพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงต้องพิจารณาว่าเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่จะสามารถยื่นได้หรือไม่ ปรากฏข้อความที่จำเลยขอแก้ไขจากคำให้การเดิมว่า ผู้มอบอำนาจไม่มีอำนาจ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ เป็นลายมือชื่อปลอม การมอบอำนาจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอมและดวงตราที่ประทับก็ไม่ใช่ดวงตราประทับที่จดทะเบียนไว้ จึงเป็นการมอบอำนาจโดยมิชอบนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อได้รับสำเนาคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยอาจยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวได้ตั้งแต่ยื่นคำให้การครั้งแรก หรือมิฉะนั้นนับแต่วันยื่นคำให้การไปจนถึงวันสืบพยานโจทก์นัดแรกก็ยังมีระยะเวลานานเพียงพอที่จำเลยจะสามารถขอแก้ไขคำให้การได้ทัน จึงไม่ใช่เหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น อีกทั้งการขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังจากสืบพยานโจทก์แล้วเช่นนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 180 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 49 ถนนท่าดินแดง ซอยท่าดินแดง 20 แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเช่าแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์และชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง หลังจากโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว และคดีอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ เลขที่ 49 ของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพิ่งทราบเหตุบกพร่องไม่สมบูรณ์ของคำให้การจำเลย ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนทนายจำเลยซึ่งเป็นเวลาหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ซึ่งเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และเป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 195 บัญญัติให้นำบทบัญญัติในคดีสามัญมาใช้บังคับกล่าวคือ กรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฯลฯ เมื่อคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยยื่นภายหลังล่วงพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่จะสามารถยื่นได้หรือไม่ ปรากฏว่าข้อความที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การเดิมจากที่จำเลยให้การปฏิเสธว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายประพล เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์เพราะผู้มอบอำนาจไม่มีอำนาจ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม การมอบอำนาจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นว่า ลายมือชื่อของนายพีรพล และนายสุรชาติ และดวงตราประทับของบริษัทโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอมและไม่ใช่ดวงตราประทับที่จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการมอบอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อได้รับสำเนาคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยอาจยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวได้ตั้งแต่ยื่นคำให้การครั้งแรก หรือมิฉะนั้นหลังจากจำเลยยื่นคำให้การครั้งแรกในวันที่ 30 มกราคม 2544 ไปจนถึงวันสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 4 เมษายน 2544 ก็ยังมีระยะเวลานานเพียงพอที่จำเลยจะสามารถขอแก้ไขคำให้การได้ทัน จึงไม่ใช่เหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น อีกทั้งการขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วเช่นนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายืนตามกันมาไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-นพพร โพธิรังสิยากร) ศาลแพ่งธนบุรี - นายอัมพร แสงสุวรรณนุกูล ศาลอุทธรณ์ - นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2418/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม374/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม197/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503230
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายอัมพร แสงสุวรรณนุกูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993693"
    }
}
date
2553
deka_no
10389/2553
deka_running_no
10389
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "นพพร โพธิรังสิยากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 180",
            "ม. 195"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสยามอรุณ เทรดดิ้ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุจิน ศรีเกียรติเด่น"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 49 ถนนท่าดินแดง ซอยท่าดินแดง 20 แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าเช่าแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์และชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

หลังจากโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว และคดีอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ เลขที่ 49 ของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพิ่งทราบเหตุบกพร่องไม่สมบูรณ์ของคำให้การจำเลย ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนทนายจำเลยซึ่งเป็นเวลาหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ซึ่งเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และเป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 195 บัญญัติให้นำบทบัญญัติในคดีสามัญมาใช้บังคับกล่าวคือ กรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฯลฯ เมื่อคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยยื่นภายหลังล่วงพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่จะสามารถยื่นได้หรือไม่ ปรากฏว่าข้อความที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การเดิมจากที่จำเลยให้การปฏิเสธว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายประพล เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์เพราะผู้มอบอำนาจไม่มีอำนาจ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม การมอบอำนาจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นว่า ลายมือชื่อของนายพีรพล และนายสุรชาติ และดวงตราประทับของบริษัทโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอมและไม่ใช่ดวงตราประทับที่จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการมอบอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อได้รับสำเนาคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยอาจยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวได้ตั้งแต่ยื่นคำให้การครั้งแรก หรือมิฉะนั้นหลังจากจำเลยยื่นคำให้การครั้งแรกในวันที่ 30 มกราคม 2544 ไปจนถึงวันสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 4 เมษายน 2544 ก็ยังมีระยะเวลานานเพียงพอที่จำเลยจะสามารถขอแก้ไขคำให้การได้ทัน จึงไม่ใช่เหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น อีกทั้งการขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วเช่นนี้ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายืนตามกันมาไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ม374/2543
primary_red_case_no
ม197/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000479.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2418/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553