คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7153/2553 ฉบับเต็ม

#503234
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7153/2553 นาวาอากาศตรีเทียม ประถมด้วง กับพวก โจทก์ นายปรีชา สหมงคลกิจ กับพวก ผู้ร้อง บริษัทเชิงทะเล จำกัด กับพวก จำเลย นายสำคัญ บุญหลง โดยนางสาวดวงตา บุญหลง ผู้จัดการมรดก กับพวก จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 1392 ป.พ.พ. มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจเรียกให้ย้ายภาระจำยอมไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใด และต้องกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ะระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้ายทางภาระจำยอมได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้นตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอย้ายทางภาระจำยอมก็ย่อมสามารถกระทำได้แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า ทางเดินพิพาทกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1253 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ยาวประมาณ 91 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1251 และ 1252 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยาวประมาณ 63 เมตร และ 72.50 เมตร ตามลำดับเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งเจ็ด เพื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งเจ็ดรื้อสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่ได้กระทำลงบนทางพิพาท ให้จำเลยทั้งเจ็ดทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งเจ็ด คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและย้ายทางภาระจำยอมบางส่วนดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าขอให้งดการบังคับคดี โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาเฉพาะที่ให้รื้อสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวอาคารหรือตึกแถวที่ตั้งอยู่บนทางภาระจำยอมด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร และให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้ทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมเฉพาะทางภาระจำยอมด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร นอกจากที่ให้งดการบังคับคดีดังกล่าวนี้แล้ว การบังคับคดีในส่วนอื่นตามคำพิพากษาคงให้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย สำหรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุตามที่ผู้ร้องอ้างไม่ถือเป็นเหตุเพียงพอที่จะให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้งดการบังคับคดีไว้ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดที่ว่า จำเลยทั้งเจ็ดจะขอให้ย้ายทางภาระจำยอมบางส่วนและงดการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดได้หรือไม่เพียงใดนั้น ประการแรกที่จำเลยทั้งเจ็ดขอให้ย้ายทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร ไปใช้ทางที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายวิมลทนายจำเลยทั้งเจ็ดประกอบกับคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดว่า ทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร มีบางส่วนอยู่เลยเข้าไปในที่ดินและตึกแถวของผู้ซื้อบ้านจัดสรร จำเลยทั้งเจ็ดในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์ได้สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดีเป็นการถาวรมั่นคง กว้างประมาณ 6 เมตร ขึ้นมาใหม่ถัดจากทางภาระจำยอมเดิมเล็กน้อย ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ถนนดังกล่าวเป็นทางเดินหรือใช้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกได้สะดวกปลอดภัยโดยไม่จำต้องสร้างสะพานไม้บนถนนดังกล่าวอันจะก่อให้เกิดความยากลำบากในการสัญจรขึ้นอีก ทั้งในส่วนของทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรนี้ ทนายโจทก์ทั้งเจ็ดก็แถลงรับข้อเท็จจริงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แล้วว่า ตำแหน่งของทางภาระจำยอมส่วนนี้ส่วนใหญ่จะทับกับถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นคงมีบางส่วนที่ทับกับตึกแถวของนางนิรมลที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวและทับกับตึกแถวซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปอีกสองห้องเพียงเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นว่า ทางภาระจำยอมส่วนนี้เดิมเป็นที่ต่ำจึงต้องสร้างสะพานใม้ขึ้นเป็นทางเดินมีความกว้างเพียง 70 ถึง 80 เซนติเมตร ส่วนถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กถาวรมั่นคงมีความกว้างถึงประมาณ 6 เมตร ใช้เป็นทางเดินและทางรถยนต์ได้สะดวกสบายกว่าทางภาระจำยอมเดิมมาก นอกจากนี้ปรากฏว่าตึกแถวที่จำเลยทั้งเจ็ดก่อสร้างมีจำนวนถึง 3 คูหา ที่รุกล้ำเข้ามาทับทางภาระจำยอมบางส่วนซึ่งเห็นได้ชัดว่าหากต้องมีการรื้อตึกแถวในส่วนที่รุกล้ำทุกคูหาย่อมจะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นการย้ายทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร จากที่เดิมไปยังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นจึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งเจ็ดรวมถึงโจทก์ทั้งเจ็ด และยังเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันอีกด้วย จำเลยทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิเรียกให้ย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวไปยังถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ซึ่งการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามหรือขัดกับคำวินิจฉัยชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลฎีกาดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกากล่าวอ้าง เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจจะเรียกให้ย้ายภาระจำยอมไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใดและต้องการกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้ายภาระจำยอมได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้น ตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอให้ย้ายทางภาระจำยอมก็ย่อมสามารถกระทำได้ แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม ...และเมื่อจำเลยทั้งเจ็ดขอให้โจทก์ทั้งเจ็ดย้ายทางภาระจำยอมเดิมมายังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่แล้วถนนคอนกรีตย่อมตกเป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมซึ่งเป็นสะพานไม้เดิมจำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องจดทะเบียนถนนคอนกรีตให้เป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมเดิมด้วย โดยจำเลยทั้งเจ็ดไม่ต้องสร้างสะพานไม้ขึ้นมาบนทางภาระจำยอมนี้อีก... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ย้ายทางภาระจำยอมด้านที่มีความยาว 63 เมตรเดิมไปใช้ทางซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้างประมาณ 6 เมตร ที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นติดและทับกับทางภาระจำยอมเดิม โดยให้จำเลยทั้งเจ็ดดำเนินการเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ทางภาระจำยอมใหม่ได้ หากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็ให้จำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ออกใช้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนถนนคอนกรีตดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรเดิม หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้งดการบังคับคดีในส่วนที่ต้องรื้อกำแพงรั้วและตึกแถวที่สร้างเฉียงล้ำทางภาระจำยอมความยาว 91 เมตร และทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรเดิมเสีย กับให้งดการก่อสร้างสะพานไม้บนทางภาระจำยอมทั้งสองทางดังกล่าว ส่วนทางภาระจำยอมความยาว 72.50 เมตร คงให้ดำเนินการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นซึ่งออกตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ค่าคำร้องเป็นพับ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยทั้งเจ็ดเป็นพับ (พิสิฐ ฐิติภัค-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลแพ่ง - นายโสภณ บางยี่ขัน ศาลอุทธรณ์ - นางปดารณี ลัดพลี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.517/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3676/2534 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503234
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายโสภณ บางยี่ขัน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางปดารณี ลัดพลี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995247"
    }
}
date
2553
deka_no
7153/2553
deka_running_no
7153
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พิสิฐ ฐิติภัค",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1392"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาวาอากาศตรีเทียม ประถมด้วง กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายปรีชา สหมงคลกิจ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเชิงทะเล จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายสำคัญ บุญหลง โดยนางสาวดวงตา บุญหลง"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "ผู้จัดการมรดก กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า ทางเดินพิพาทกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1253 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ยาวประมาณ 91 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1251 และ 1252 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยาวประมาณ 63 เมตร และ 72.50 เมตร ตามลำดับเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งเจ็ด เพื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งเจ็ดรื้อสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่ได้กระทำลงบนทางพิพาท ให้จำเลยทั้งเจ็ดทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งเจ็ด คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและย้ายทางภาระจำยอมบางส่วนดังกล่าว

ผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าขอให้งดการบังคับคดี

โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาเฉพาะที่ให้รื้อสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวอาคารหรือตึกแถวที่ตั้งอยู่บนทางภาระจำยอมด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร และให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้ทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมเฉพาะทางภาระจำยอมด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร นอกจากที่ให้งดการบังคับคดีดังกล่าวนี้แล้ว การบังคับคดีในส่วนอื่นตามคำพิพากษาคงให้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย

สำหรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุตามที่ผู้ร้องอ้างไม่ถือเป็นเหตุเพียงพอที่จะให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้งดการบังคับคดีไว้ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดที่ว่า จำเลยทั้งเจ็ดจะขอให้ย้ายทางภาระจำยอมบางส่วนและงดการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดได้หรือไม่เพียงใดนั้น ประการแรกที่จำเลยทั้งเจ็ดขอให้ย้ายทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร ไปใช้ทางที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายวิมลทนายจำเลยทั้งเจ็ดประกอบกับคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดว่า ทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร มีบางส่วนอยู่เลยเข้าไปในที่ดินและตึกแถวของผู้ซื้อบ้านจัดสรร จำเลยทั้งเจ็ดในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์ได้สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดีเป็นการถาวรมั่นคง กว้างประมาณ 6 เมตร ขึ้นมาใหม่ถัดจากทางภาระจำยอมเดิมเล็กน้อย ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ถนนดังกล่าวเป็นทางเดินหรือใช้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกได้สะดวกปลอดภัยโดยไม่จำต้องสร้างสะพานไม้บนถนนดังกล่าวอันจะก่อให้เกิดความยากลำบากในการสัญจรขึ้นอีก ทั้งในส่วนของทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรนี้ ทนายโจทก์ทั้งเจ็ดก็แถลงรับข้อเท็จจริงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แล้วว่า ตำแหน่งของทางภาระจำยอมส่วนนี้ส่วนใหญ่จะทับกับถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นคงมีบางส่วนที่ทับกับตึกแถวของนางนิรมลที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวและทับกับตึกแถวซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปอีกสองห้องเพียงเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นว่า ทางภาระจำยอมส่วนนี้เดิมเป็นที่ต่ำจึงต้องสร้างสะพานใม้ขึ้นเป็นทางเดินมีความกว้างเพียง 70 ถึง 80 เซนติเมตร ส่วนถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กถาวรมั่นคงมีความกว้างถึงประมาณ 6 เมตร ใช้เป็นทางเดินและทางรถยนต์ได้สะดวกสบายกว่าทางภาระจำยอมเดิมมาก นอกจากนี้ปรากฏว่าตึกแถวที่จำเลยทั้งเจ็ดก่อสร้างมีจำนวนถึง 3 คูหา ที่รุกล้ำเข้ามาทับทางภาระจำยอมบางส่วนซึ่งเห็นได้ชัดว่าหากต้องมีการรื้อตึกแถวในส่วนที่รุกล้ำทุกคูหาย่อมจะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นการย้ายทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร จากที่เดิมไปยังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นจึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งเจ็ดรวมถึงโจทก์ทั้งเจ็ด และยังเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันอีกด้วย จำเลยทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิเรียกให้ย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวไปยังถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ซึ่งการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามหรือขัดกับคำวินิจฉัยชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลฎีกาดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกากล่าวอ้าง เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจจะเรียกให้ย้ายภาระจำยอมไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใดและต้องการกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้ายภาระจำยอมได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้น ตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอให้ย้ายทางภาระจำยอมก็ย่อมสามารถกระทำได้ แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม ...และเมื่อจำเลยทั้งเจ็ดขอให้โจทก์ทั้งเจ็ดย้ายทางภาระจำยอมเดิมมายังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่แล้วถนนคอนกรีตย่อมตกเป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมซึ่งเป็นสะพานไม้เดิมจำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องจดทะเบียนถนนคอนกรีตให้เป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมเดิมด้วย โดยจำเลยทั้งเจ็ดไม่ต้องสร้างสะพานไม้ขึ้นมาบนทางภาระจำยอมนี้อีก...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ย้ายทางภาระจำยอมด้านที่มีความยาว 63 เมตรเดิมไปใช้ทางซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้างประมาณ 6 เมตร ที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นติดและทับกับทางภาระจำยอมเดิม โดยให้จำเลยทั้งเจ็ดดำเนินการเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ทางภาระจำยอมใหม่ได้ หากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็ให้จำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ออกใช้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนถนนคอนกรีตดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรเดิม หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้งดการบังคับคดีในส่วนที่ต้องรื้อกำแพงรั้วและตึกแถวที่สร้างเฉียงล้ำทางภาระจำยอมความยาว 91 เมตร และทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรเดิมเสีย กับให้งดการก่อสร้างสะพานไม้บนทางภาระจำยอมทั้งสองทางดังกล่าว ส่วนทางภาระจำยอมความยาว 72.50 เมตร คงให้ดำเนินการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นซึ่งออกตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ค่าคำร้องเป็นพับ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยทั้งเจ็ดเป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ3676/2534
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000493.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.517/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553